วันพุธที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566

ททท.สำนักงานเชียงราย เชิญชวนนักท่องเที่ยว มาสัมผัส 4 เส้นทางแห่งความสุข ภายใต้แคมเปญ “สุขทันที....ที่เที่ยวพะเยา”

ททท.สำนักงานเชียงราย เชิญชวนนักท่องเที่ยว มาสัมผัส 4 เส้นทางแห่งความสุข ภายใต้แคมเปญ “สุขทันที....ที่เที่ยวพะเยา”

         การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวพะเยาด้วยแคมเปญ “สุขทันที...ที่เที่ยวพะเยา” เชิญชวนนักท่องเที่ยวมาเที่ยวจังหวัดพะเยา พร้อมประสบการณ์การท่องเที่ยวใหม่ๆ โดยส่งมอบความสุขและความทรงจำที่ดีในทุกการเดินทาง ใน 4 เส้นทางแห่งความสุขในพื้นที่จังหวัดพะเยาในฤดูกาลที่องเที่ยว 2566 เป็นต้นไป

          นายวิสูตร บัวชุม ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย ซึ่งรับผิดชอบการส่งเสริมการท่องเที่ยว ในด้านการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์และการตลาดการท่องเที่ยว 2 จังหวัด คือ จังหวัดเชียงราย และจังหวัดพะเยา กล่าวว่า ตามทิศทางแผนการส่งเสริมการท่องเที่ยวประจำปี 2567 เพื่อกระตุ้นและส่งเสริมการเดินทางของนักท่องเที่ยวกระแสหลักและกลุ่มศักยภาพ ทั้งคนไทยและต่างชาติ และเพิ่มการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวผ่านการส่งมอบประสบการณ์ด้านการท่องเที่ยวที่มีความหมายและทรงคุณค่าให้แก่นักท่องเที่ยว (Meaningful Travel) โดยนำจุดแข็งด้านวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าตามอัตลักษณ์ของท้องถิ่นมาเป็นจุดขาย ด้วยพลังของ soft power เพื่อสร้างการรับรู้สินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวในพื้นที่ ททท. สำนักงานเชียงรายรับผิดชอบทั้งจังหวัดเชียงราย และพะเยา

        ในส่วนของจ้งหวัดพะเยามีสถานการณ์การท่องเที่ยวที่มีการเติมโตที่ดี หลังจากสถานการณ์โควิด 19 โดยในปี 2565 พะเยามีผู้เยี่ยมเยือนรวม 977,460 คน (เพิ่มขึ้น 210.29 %) รายได้ 1,835 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 233.76 %) จากปี 2564 สำหรับในช่วงมกราคม-กันยายน 2566 มีผู้เยี่ยมเยือน 725,598 คน รายได้ 1,631 ล้านบาท ( เพิ่มขึ้น 17.55 %) จากปี 2565 

      จังหวัดพะเยา เป็นหนึ่งในเมืองรองที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ของอารยธรรมเก่าแก่ มีศักยภาพทางการท่องเที่ยวที่หลากหลาย ทั้งทางด้านศิลปวัฒนธรรม ธรรมชาติที่มีความอุดมสมบูรณ์และสวยงาม ภูเขา แม่น้ำ ทุ่งนา ป่าไม้ที่เขียวขจี โดยเฉพาะบรรยากาศริม“กว๊านพะเยา เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัดพะเยาที่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว ที่ครั้งหนึ่งต้องมาสัมผัสกับบรรยากาศร่มรื่น ขิมอาหารอร่อยจากร้านอาหารที่มีอยู่มากมายเรียงรายโดยรอบ กว๊านพะเยา มีความงดงามของสถานที่ชมทะเลหมอกดอยหนอกและภูลังกา รวมไปถึงวัดดังเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองที่มีความศักดิ์สิทธิ์และมีสถาปัตยกรรมที่สวยงามแปลกตาชวนมาให้สัมผัส อีกทั้งยังมีคาเฟ่สวยๆ และมีที่พักและสถานที่ท่องเที่ยวที่สนใจอีกมากมาย ทั้งในตัวเมือง และต่างอำเภอ จังหวัดพะเยาจึงเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่เป็นจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวนิยมที่จะเดินทางมาเติมเต็มความสุข เติมพลังให้กับชีวิตได้เป็นอย่างดียิ่ง

      ในปีงบประมาณ 2567 นี้ ททท. สำนักงานเชียงราย มี
แผนที่จะดำเนินการจัดโครงการ “เที่ยวพะเยา...สุขทันใจสร้างได้ไม่ต้องรอ” ( Phayao Instant Happiness Moment) เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง และประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวจังหวัดพะเยาให้เป็นที่รู้จัก สร้างกระแสการเดินทางของนักท่องเที่ยวเข้าสู่พื้นที่จังหวัดพะเยามากยิ่งขึ้น โดยชูความสุขในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างประสบการณ์ใหม่ที่มีคุณค่าและยั่งยืนให้แก่นักท่องเที่ยว โดยส่งมอบความสุขและความทรงจำที่ดีในทุกการเดินทาง นำเสนอสินค้าและบริการท่องเที่ยว 4 เส้นทางแห่งความสุขในพื้นที่จังหวัดพะเยา (สุขกาย (Nature), สุขใจ (Faith), สุขในวิถี (Local), สุขในอาหารอร่อย (Tasty)) ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ผ่านช่องทางในการสื่อสาร Online และจัดกิจกรรม Agent/Media FAM Trip นำสื่อมวลชนและผู้ประกอบการด้านท่องเที่ยวทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่เข้ามาทดสอบสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวเพื่อออกแบบเส้นทางและนำไปเสนอขายเป็นแพ็คเก็จท่องเที่ยว กระตุ้นให้เกิดการเดินทางเข้ามายังพื้นที่และประชาสัมพันธ์ไปยังกลุ่มนักท่องเที่ยวเป้าหมาย โดยมีกำหนดการจัดกิจกรรมเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวภายใต้แคมเปญ “สุขทันที....ที่เที่ยวพะเยา” ในวันอาทิตย์ที่ 3 ธันวาคม 2566 ณ ร้านนิทานบ้านต้นไม้ อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา โดยนำคณะสื่อมวลชนในจังหวัดพะเยา และเชียงใหม่ ประมาณ 30 คน ประชาสัมพันธ์การจัดกิจกรรมฯ และผู้ประกอบการภาคเอกชน, หน่วยงานราชการในจังหวัดพะเยาอีก 30 คน รวม 60 คน



          ภายในงานจะมีกิจกรรมออกบูทนิทรรศการแหล่งท่องเที่ยว สินค้าและบริการท่องเที่ยว นำเสนอ 4 เส้นทางแห่งความสุขและกิจกรรม lucky Draw ลุ้นรางวัลจาก ททท.:หลายรายการ
          นอกจากนี้ เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์สร้างกระแสการเดินทาง กระตุ้นให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาจังหวัดพะเยามากยิ่งขึ้น ททท.สำนักงานเชียงราย ร่วมกับ จังหวัดพะเยา, หอการค้าจังหวัดพะเยา, สมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดพะเยา, ชมรมร้านอาหารและเครื่องดื่มจังหวัดพะเยา และ YEC จังหวัดพะเยา ได้ร่วมกันแคมเปญด้านการตลาดเพื่อเสนอขายแก่นักท่องเที่ยวในห้วงเดือนธันวาคม 2566 จึงถึงเดือนเมษายน 2567 อาทิเช่น


        กิจกรรม Phayao Road Trip Check-in เชิญชวนนักท่องเที่ยวมาเช็คอินท่องเที่ยว 4 เส้นทางแห่งความสุข รับของที่ระลึกและสิทธิพิเศษต่างๆ มากมาย ในช่วงเดือนธันวาคม 2566 - เมษายน 2567 
       เชิญชวนนักท่องเที่ยวสายศรัทธา ร่วมกิจกรรม Rally ท่องเที่ยวค้นหาความสุขใจ และ เช็คอิน ชม แชร์ ชวน ในแอปพลิเคชัน Tripniceday รับแลกของที่ระลึก และสิทธิพิเศษต่างๆ มากมาย ในช่วงงานเวียนเทียนทางน้ำกลางกว๊านพะเยา ระหว่างวันที่ 24-26 กุมภาพันธ์ 2567


       และกระตุ้นการท่องเที่ยวพะเยาในช่วงกรีนซีซั่นด้วยกิจกรรมพิเศษต่างๆ ร่วมกับผู้ประกอบการท่องเที่ยว เพื่อมอบส่วนลดและสิทธิพิเศษ ในช่วงพฤษภาคม-สิงหาคม 2567 นี้ด้วย
       ททท. สำนักงานเชียงราย จึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยว เดินทางมาสัมผัสกับการความสวยงามของแหล่งท่องเที่ยว สินค้า และบริการท่องเที่ยว ใน 4 เส้นทางแห่งความสุข ภายใต้แคมเปญ “สุขทันที....ที่เที่ยวพะเยา”


       สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ททท.สำนักงานเชียงราย โทร. 0 5371 7433, 0 5374 4674-5 หรือ TAT CallCenter โทร. 1672 เบอร์เดียวเที่ยวทั่วไทย ค้นหาแหล่งท่องเที่ยวจังหวัดเขียงรายได้ที่เว็บไซต์
www.tourismchiangrai-phayao.com, เพจ Facebook : ททท.สำนักงานเชียงราย , www.checkinphayao.com

สมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ฉลองครบรอบ 46 ปี

 สมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ฉลองครบรอบ 46 ปี

       สมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมป์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จัดงานฉลองครบรอบ 46 ปี โดย ดร.สมศักดิ์ รุ่งเรือง อธิการบดีมหาวิทยาลัยเซาธ์อีสท์บางกอก ในฐานะนายกสมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทยฯ (สสอท.) ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดงาน



 และพิธีมอบรางวัล บุคลากรดีเด่น นักศึกษาดีเด่น และนักศึกษาทุน ประจำปี 2566  ณ ห้อง Function Six โรงแรม Siam@Siam Design Hotel Bangkok เมื่อเร็วๆนี้

                                                                 

                                                                                                   


วันศุกร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566

ฮีโน่ We Care เดินหน้าสร้างสรรสิ่งดีๆ ให้กับสังคม ติดตั้งอุปกรณ์แผงโซลาเซลล์ แห่งที่ 2 ที่วิทยาลัยสารพัดช่างพิษณุโลก จ.พิษณุโลก

ฮีโน่ We Care เดินหน้าสร้างสรรสิ่งดีๆ ให้กับสังคม

ติดตั้งอุปกรณ์แผงโซลาเซลล์ แห่งที่ 2 ที่วิทยาลัยสารพัดช่างพิษณุโลก จ.พิษณุโลก

         บริษัท ฮีโน่มอเตอร์สเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด โดยมิสเตอร์ เคน อิวาโมโต้ กรรมการผู้จัดการใหญ่ พร้อมคณะผู้บริหาร และตัวแทนจำหน่าย บริษัท พิษณุโลกมอเตอร์เซลล์ จำกัด ร่วมบริจาคระบบโซลาเซลล์แห่งที่ 2 ให้กับวิทยาลัยสารพัดช่างพิษณุโลก อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก ภายใต้โครงการ Hino We Care  กับแนวคิด “Hino Solar Powering a Sustainable Tomorrow” ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของพลังงานสะอาด สร้างความยั่งยืนให้กับสิ่งแวดล้อม ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างคุณค่าให้สังคมควบคู่กับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน หลังจากดำเนินโครงการที่โรงเรียนบ้านลานเอื้อง จังหวัดสุโขทัยเป็นที่แรกในเดือนตุลาคม 2566 ที่ผ่านมา

          นายพินิจ บุญโสภา ผู้อำนวยการ วิทยาลัยสารพัดช่างพิษณุโลก กล่าวว่า “ทางวิทยาลัยขอขอบคุณทางฮีโน่ ที่สนับสนุนอุปกรณ์และระบบโซลาเซลล์  ซึ่งก่อนหน้านี้ทางวิทยาลัยก็เล็งเห็นความสำคัญของพลังงานนี้ จึงได้มีการสั่งซื้อมาใช้ในวิทยาลัยแล้ว ด้วยราคาที่ค่อนข้างสูงและผลิตไฟได้เพียงพอแค่อาคารสำนักงานเท่านั้น แต่เมื่อได้รับความอนุเคราะห์จากทางฮีโน่เพิ่มเติม ทางวิทยาลัยต้องขอขอบคุณเป็นอย่างมาก เพราะนอกเหนือจากที่ทางวิทยาลัยจะลดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมได้อีกเดือนละเกือบ 3,000 บาท พลังงานที่สร้างจากระบบโซลาเซลล์ยังสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้มากถึง 750 หน่วย และนำมาใช้ได้เพิ่มขึ้นทั้งที่โรงอาหาร และอาคารครุภัณฑ์ นอกเหนือจากนี้ น้องๆ นักศึกษาในด้านช่างเทคนิคไฟฟ้า ยังได้เรียนรู้อุปกรณ์ในการสร้างพลังงานจากระบบโซลาเซลล์ เพื่อต่อยอดในการเรียนรู้ระบบนี้ เพื่อให้พวกเค้าเหล่านี้ เติบโตไปสร้างประโยชน์ให้สังคม ให้อนาคตของคนไทยสามารถมีพลังงานที่ใช้ได้อย่างยั่งยืน

          ต่อจากนี้ ฮีโน่ยังคงมีแผนดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่องสำหรับการบริจาคโซลาเซลล์ ซึ่งเป็นพลังงานสะอาดกระจายไปสู่สถานที่ต่างๆ ทั่วชุมชนในประเทศไทย เพื่อเสริมสร้าง Ecosystem สถานที่นั้นๆ ให้เป็นสังคมสีเขียวที่ใช้พลังงานสะอาดหรือพลังงานทางเลือกมากขึ้น มีสภาพแวดล้อมที่ยั่งยืน ร่วมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงยังตอบโจทย์เป้าหมาย การพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs อีกด้วย

สำหรับโครงการ HINO We care ฮีโน่ตั้งเป้าหมายให้ครอบคลุมทั้งการดูแลสิ่งแวดล้อมพร้อมไปกับการพัฒนาสังคม เพื่อให้บรรลุเป้าหมายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้น โครงการจาก Hino We Care ยังมีอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนรอยยิ้มให้กับสังคมไทยและโลกใบนี้ ทั้งในวันนี้และตลอดไปติดตามข่าวสาร และกิจกรรมดีๆ ของฮีโน่ฯ เพิ่มเติมได้ที่ ได้ที่ www.hinothailand.com,  Facebook : Hino Thailand Fan Club, Line : @hinoth, Youtube : Hino Thailand Official และ TikTok : @hinoth 



สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) จัดประชุมสมาชิกสัญจร ประจำเดือนตุลาคม ครั้งที่ 4 / 2566 ณ เดอะศาลายา เลเชอร์ ปาร์ค จังหวัดนครปฐม

สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) จัดประชุมสมาชิกสัญจร ประจำเดือนตุลาคม ครั้งที่ 4 / 2566 

ณ เดอะศาลายา เลเชอร์ ปาร์ค จังหวัดนครปฐม




     นายชัยพฤกษ์ ทองคำ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) และคณะกรรมการสมาคมฯ จัดประชุมสมาชิกสัญจร ประจำเดือนตุลาคม ครั้งที่ 4 / 2566 ณ ห้องกนกนภาแกรนด์ เดอะศาลายา เลเชอร์ ปาร์ค จังหวัดนครปฐม เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2566




       การประชุมในครั้งนี้ นายชยชัย แสงอินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ได้ให้เกียรติเป็นประธานกล่าวต้อนรับสมาชิก สทน. โดยมี สมาคมอินเดียพัทยา และสมาคมท่องเที่ยวจังหวัดนครปฐม มาร่วมงาน เพื่อความร่วมมือส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดนครปฐม




       จากนั้น นายชัยพฤกษ์ ทองคำ นายกสมาคม สทน. กล่าวเปิดงานการจัดประชมสมาชิกประจำเดือนตุลาคม ครั้งที่ 4 / 2566 โดยภายในงานมีการบรรยายพิเศษ หัวข้อ "เคล็ดลับชะลอวัยฟื้นฟูสุขภาพด้วยสเต็มเซลล์" โดย นางสาวอิสรีย์ ไพพินิจ ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ PloyRada Wellness Clinic และได้รับการสนับสนุนจาก สมาคมผู้ประกอบการรถขนส่งทั่วไทย (สปข.) ได้นำสมาชิกมาแสดงโชว์รถบัสให้กับสมาชิก สทน. เพื่อได้ INSPECTION





      นอกจากนี้ภายในงานยังมีกิจกรรม Table Top Sales สำหรับผู้ประกอบการทั้งผู้ซื้อจากกรุงเทพฯ พบผู้ขาย OTOP จังหวัดนครปฐม เพื่อแลกเปลี่ยนธุรกิจกัน
ติดตาม สทน.ได้ที่ www.adt.or.th  Facebook:Domesticthailand
Line:@Adtthailand
LINE OPENCHAT:ADT ครอบครัวสทน.

วันอังคารที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2566

ดิไอคอนกรุ๊ป ร่วมกับมูลนิธิสิ่งแวดล้อมไทย และกรุงเทพมหานคร เพิ่มพื้นที่สีเขียวและลดฝุ่น PM 2.5 ด้วยการปลูกต้นไม้ใหญ่กว่า 200 ต้น ในสวนสาธารณะ

ดิไอคอนกรุ๊ป ร่วมกับมูลนิธิสิ่งแวดล้อมไทย และกรุงเทพมหานคร

เพิ่มพื้นที่สีเขียวและลดฝุ่น PM 2.5

ด้วยการปลูกต้นไม้ใหญ่กว่า 200 ต้น ในสวนสาธารณะ

     บริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป ร่วมกับ มูลนิธิสิ่งแวดล้อมไทยและกรุงเทพมหานคร จัดกิจกรรม เพิ่มพื้นที่สีเขียวและลดฝุ่น PM 2.5 ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 แล้ว จากที่่ได้ทำกิจกรรมเวียนเทียนด้วยต้นไม้เป็นครั้งแรก และครั้งนี้บริษัทฯ ได้ร่วมมือกับทางมูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยโดยได้รับความร่วมมือจากทางกทม.ด้วยอีกหนึ่งหน่วยงาน ได้ร่วมกันคิดริเริ่มปรับปรุงพลิกฟื้นพื้นที่แห่งนี้ ที่แต่เดิมเคยเป็นสวนสาธารณะมาก่อน แต่ปัจจุบันได้แปลงสภาพไป ทั้ง 3 หน่วยงานก็ได้มีความคิดร่วมกันว่า ควรกลับมาเพิ่มปอดให้กับเมืองกรุง ณ ลานกิจกรรม สวนน้ำตลิ่งชันถนนพุทธมณฑลสาย 1 ความพิเศษในงานครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มาเป็นประธานร่วมในการเปิดงาน ซึ่งภายในงานมีกิจกรรมปลูกต้นไม้ใหญ่กว่า 200 ต้น อย่างเช่น ต้นราชพฤกษ์ ฯลฯ เพื่อปรับปรุงพื้นที่บริเวณสวนน้ำแห่งนั้นให้กลับมาเป็นสวนสาธารณะที่สวยงาม ร่มรื่น เป็นปอดให้กับคนเมืองได้เหมือนเดิม อีกครั้งหนึ่ง



       คุณพอล วรัตน์พล วรัทย์วรกุล ประธาน บริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป กล่าวว่า สำหรับกิจกรรมที่เกิดขึ้นได้ในครั้งนี้ทางดิไอคอนกรุ๊ป ก็ได้ร่วมมือกับทางมูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยเป็นครั้งที่ 2 แล้ว เราเล็งเห็นถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมเหมือนกัน เกี่ยวกับปัญหาของ PM 2.5 และก็อยากจะหาทางแก้ไขให้ตรงจุด โดยการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศอยู่แล้ว ซึ่งถ้าเราสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างยั่งยืนกิจกรรมวันนี้ก็จะเป็นอะไรที่ดีมากๆที่ได้ทำร่วมกัน

        ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวว่า วันนี้ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีเนื่องจากเป็นวันรักต้นไม้ประจำปีของชาติด้วย ต้องขอบคุณทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นทาง กทม. และทางดิไอคอนกรุ๊ปด้วย



        ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าว่า ในส่วนนี้ก็เป็นพื้นที่ของกทม.เราก็ได้เวรคืนที่มาจำนวนกว่า 20 ไร่ เราอยากทำเป็นสวนเล็กๆ ให้คนเดินเล่น อยากให้มีกระจายอยู่ให้ทั่วกรุงเทพเดินทางไม่เกิน 15 นาที เหมือนในยุโรป ในญี่ปุ่น ที่มีสวนเล็กๆ ใกล้บ้าน คนสูงอายุ ครอบครัว ก็มาใช้ได้ ตรงนี้ก็มีคนมาใช้ หลังๆ ก็เริ่มทรุดโทรมลง กทม.เราร่วมปลูกไปแล้วกว่า 6 แสนต้น ทั่วกรุงเทพ แต่ละต้นเรามีการลงแอป จะรู้เลยว่าแต่ละต้นที่ปลูกอยู่ที่ไหนใครดูแล หรือโตขึ้นอย่างไร  ก็ต้องของคุณทาง ดร.วิจารย์ และ บอสพอล สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ อย่างที่บอก กทม.ไม่สามารถปลูกได้เองทั้งหมด หลายๆ ฝ่ายต้องช่วยๆ กัน ต้องขอบพระคุณทุกท่าน ก็ถือว่าเป็นกิจกรรมดีๆ เพื่อสิ่งแวดล้อมกันอีกหนึ่งกิจกรรม อย่างที่ทุกท่านทราบกันอยู่แล้ว ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ใช้ปัญหาของคนใดคนหนึ่ง  ทุกคนต้องร่วมมือกัน เพื่อให้สิ่งแวดล้อม อย่างน้อยก็บริเวณใกล้ๆ ที่เราอยู่ให้มันน่าอยู่ยิ่งๆ ขึ้นไป คนละไม้คนละมือ เพื่อสังคมที่น่าอยู่มากขึ้น

วันพุธที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2566

สวนหลวง-สามย่าน จัดยิ่งใหญ่เทศกาลกินเจทั่วทั้งย่าน อิ่มบุญ อิ่มกาย สบายใจ ได้กุศล ตลอด 9 วัน ระหว่างวันที่ 15-23 ตุลาคม 2566

สวนหลวง-สามย่าน จัดยิ่งใหญ่เทศกาลกินเจทั่วทั้งย่าน

อิ่มบุญ อิ่มกาย สบายใจ ได้กุศล ตลอด 9 วัน

ระหว่างวันที่ 15-23 ตุลาคม 2566

      เริ่มแล้ว! เทศกาลกินเจ สวนหลวง-สามย่าน จัดงานเทศกาลกิน้จอย่างยิ่งใหญ่ “อิ่มบุญ อิ่มกาย สบายใจ ได้กุศล” ต้อนรับเทศกาลกินเจด้วยการสักการะขอพรเจ้าแม่ทับทิม อุทยาน 100 ปีจุฬาฯ พร้อมแจกอาหารเจตลอดเทศกาล 9 วัน เวลา 09.00 น. ณ ศาลเจ้าแม่ทับทิมอุทยาน 100 ปี จุฬาฯ (ติดถนนบรรทัดทอง) 

     และยังร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดงาน AMAZING J FEST 2023 เป็นงานเทศกาลกินเจเพื่อสืบสานวัฒนธรรมอันดีงามที่เพิ่มเติมความทันสมัยเข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ พร้อมอัญเชิญเจ้าแม่กวนอิม 3 ปางหายากจากพุทธสถานปักกิ่งประเทศจีนประดิษฐาน ณ วิหารพระโพธิสัตว์ มูลนิธิพุทธานุสรณ์ อ. บ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ประกอบด้วย เจ้าแม่กวนอิมปางประทาน  ความไม่มีโรค, ปางพันมือ และปางมงคลโบราณ เพื่อเสริมสิริมงคล โดยมีนายชาญยุทธ เศวตสุวรรณ ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานกรุงเทพมหานคร เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วยนายสุชัย วิเศษลีลา กรรมการผู้จัดการ บริษัทน้ำมันพืชไทย จำกัด (มหาชน), นายเติมพงษ์ วิเศษสมบัติ ผู้บริหาร บริษัทมูฟฟ์มีเดีย กรุ๊ป จำกัด และนายดำรง  เลี้ยงชีพ ผู้จัดการทั่วไป สำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาฯ (PMCU) ร่วมงาน เมื่อเร็วๆ นี้


    สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย การจัดแสดงเชิดสิงโต มังกรทองเสริมสิริมงคลเบิกฤกษ์เทศกาลกินเจ พร้อมโชว์การทำ “ข้าวผัดหม่าล่า เจ จานยักษ์” สนับสนุนเรื่อง Soft Power Tourism เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหาร (gastronomy tourism) เสริมเอกลักษณ์ของไทยซึ่งมีจุดเด่นด้านอาหาร ด้วยการนำเสนอให้ชาวไทยและชาวต่างชาติได้รับรู้ในด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเทศกาลที่ประเทศไทยเป็น destination หลัก โดยรวบรวมร้านอาหารเจชื่อดังหลากหลายทั้งร้านรุ่นเก๋าในตำนานและร้านขวัญใจโซเชียลให้เลือกอร่อย อาทิ J&G นํ้าลําไยออร์แกนิก เจ้าดังตลาดนัดมศว., ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน, อิ่วก้วยเจ๊เกียว, ING TEAHOUSE ไอศกรีมถั่วตัดผักชีไต้หวัน, ผัดไทยไฟทะลุ, D.K.Bakery ป้ันแป้งปาท่องโก๋สะบัดนํ้ามัน500คิว, Coco’s Story ขนมถ้วยมะพร้าวอ่อน, ขนมไหมฟ้าหนวดมังกร ฯลฯ


     นอกจากนี้ยังสามารถเลือกซื้อวัตถุดิบทำอาหารเจหลากหลาย ที่ตลาดสามย่าน ตลาดที่ได้รับรางวัลคุณภาพมากมายให้เตรียมวัตถุดิบทั้งผัก ผลไม้ โปรตีนเกษตร ดอกไม้จีน เต้าหู้ เครื่องปรุงรส เห็ดหอม เครื่องเทศของหวาน ฯลฯ  รวมทั้งอิ่มอร่อยกับอาหารเจหลากหลายจากร้านดังประจำตลาดสามย่าน อาทิ เจ๊นากุยช่ายเจ้าดังตลาดสามย่าน, ครัวสีขาว, อู้ฟู่, ร้านพี่ภา, ร้าน Aimaroi Soymilk, ก๋วยเตี๋ยวภูเก็ต, ร้านเจ๊หงษ์, ร้านเต้าหู้ทอดสามย่าน, ร้านเฮียเม้ง และ ร้านเจ๊แหม่ม

     อิ่มอร่อยรายล้อมด้วยร้านอาหารเจชื่อดังทั้งสวนหลวง-สามย่านและสวนหลวงสแควร์  อาทิ ร้านอบอุ่น (Vegie House)จำหน่ายอาหารเจและอาหารมังสวิรัติตลอดทั้งปี, ร้านก๋วยเตี๋ยวเป็ด ซอยจุฬาฯ 50, ร้านไฮ้นครโภชนา ซอยจุฬาฯ 11 และ ร้านเช็งซิมอี๊ สวนหลวงสแควร์ เป็นต้น


  

    มาครบจบที่เดียว อิ่มบุญ อิ่มกาย สบายใจ ได้กุศล ตลอดเทศกาลกินเจปีนี้ สำหรับผู้เดินทางมาสวนหลวงสามย่านนั้นสามารถเดินทางได้หลากหลายเส้นทาง  

• รถยนต์ส่วนตัวสามารถจอดรถได้ที่อุทยานจุฬาฯ 100 ปี, ตลาดสามย่าน และสวนหลวงสแควร์

• รถไฟฟ้า BTS สายสีเขียวเข้ม ลงสถานีสนามกีฬาแห่งชาติ ต่อ Shuttle Bus    สาย 2 ลงป้ายอาคารจามจุรี 14 แล้วเดินมาที่บริเวณงาน 

• รถไฟฟ้า BTS สายสีเขียวอ่อน ลงสถานีสยามสแควร์ ต่อ Shuttle Bus สาย 1 หรือ 4 ลงที่สถานีศาลาพระเกี้ยว และต่อรถ Shuttle Bus สาย 5 แล้วเดินมาที่สวนหลวงสแควร์

• รถไฟฟ้าใต้ดิน MRT สายสีน้ำเงิน ลงสถานีสามย่าน ต่อรถ Shuttle Bus สาย 5 แล้วเดินมาที่สวนหลวงสแควร์

รถเมล์ที่สามารถเดินทางได้ คือ สาย 73, 73ก, 113 ป้ายถนนบรรทัดทอง 


วันพฤหัสบดีที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2566

งานอบรม "รู้จัก รู้ลึก รู้ทัน ปัญญาประดิษฐ์ สำหรับงานวงการสื่อ"

งานอบรม "รู้จัก รู้ลึก รู้ทัน ปัญญาประดิษฐ์ สำหรับงานวงการสื่อ" 

โดยคณะอนุกรรมการส่งเสริมสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์




        ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เป็นประธานเปิดงานอบรมเชิงปฏิบัติการ “รู้จัก รู้ลึก รู้ทัน ปัญญาประดิษฐ์ สำหรับงานวงการสื่อ” พร้อมด้วย นายอภิรักษ์ หาญพิชิตวณิชย์ ประธานอนุกรรมการส่งเสริมสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และ นายเทินพันธ์ แพนสมบัติ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมและพัฒนาสื่อสำหรับประชาชน โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรที่มาร่วมแบ่งปันความรู้ ได้แก่ ผศ.ดร.รัชนี กุลยานนท์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และดร.นน อัครประเสริฐกุล ผู้เชี่ยวชาญส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลอาวุโส ฝ่ายส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) ณ ห้องแพลตตินั่ม ฮอลล์  โรงแรมแกรนด์ ฟอร์จูน กรุงเทพฯ เมื่อวันอังคารที่ 10 ตุลาคม 2566


      
 
       ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวว่า วันนี้นับเป็นจุดริเริ่มในการที่จะให้ประชาชนทุกคนเรียนรู้ให้เท่าทันกับข้อมูลข่าวสาร เพราะในปัจจุบัน ทุกคนเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสื่อ ข้อมูลข่าวสารที่เราได้รับในแต่ละวัน เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าต้นทางอยู่ที่ไหน เป็นเรื่องจริงหรือไม่ เพราะข้อมูลต่างๆสามารถสร้างได้ด้วยปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) เราจึงต้องทำความเข้าใจในเรื่องนี้เพื่อไม่ให้เราเองตกเป็นเหยื่อ กองทุนสื่อจึงต้องมีการจัดเก็บข้อมูลว่า “สื่อ” สามารถสร้างผลกระทบในโลกดิจิทัลได้อย่างไร ทั้งผลกระทบเชิงบวกและผลกระทบเชิงลบ อีกทั้งกองทุนสื่ออยากให้ประชาชนทุกคน รู้จัก รู้ลึก รู้ทัน เพื่อป้องกันผลกระทบเชิงลบที่มาจากสื่อที่ไม่ปลอดภัย และเสริมสร้างทักษะการรู้เท่าทันสื่อ ทันข้อมูลข่าวสารในโลกดิจิทัล สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้คือเราอยากเห็นนักสร้างสื่อ คนในแวดวงสื่อ นำปัญญาประดิษฐ์มาประยุกต์ใช้ ให้เกิดประโยชน์เพื่อสร้างสื่อที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ออกสู่สังคม



        นายอภิรักษ์ หาญพิชิตวณิชย์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสื่อมวลชน ในคณะกรรมการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และประธานอนุกรรมการส่งเสริมสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวว่า อนุกรรมการส่งเสริมสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ มีหน้าที่ในการทำงานให้ตอบโจทย์ในแง่ของการทำงานของสื่อ โดยเน้นเรื่องการนำนวัตกรรมสิ่งใหม่ๆ มาขยายผลและพัฒนาให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศมากที่สุด หากเราพูดถึงเครื่องมือสมัยใหม่ ถ้าเรายังไม่ได้ทำให้คนรุ่นใหม่หรือคนทำสื่อเข้าใจ โอกาสในการผลิตสื่อสมัยใหม่ ก็อาจจะเป็นเรื่องที่ยาก เราจึงต้องจัด



         งานอบรม “รู้จัก รู้ลึก รู้ทัน ปัญญาประดิษฐ์ สำหรับงานวงการสื่อ” เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในพื้นฐานเกี่ยวกับนวัตกรรม พัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ในโลกเสมือนหรือMetaverse Experience เพื่อเปิดโอกาสแห่งการเข้าถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยี Platform ใหม่ ๆ ที่กำลังได้รับความสนใจว่าอาจจะเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงโลก ในปัจจุบันปัญญาประดิษฐ์หรือ AI (Artificial Intelligence) สามารถทำงานได้อย่างหลากหลาย ซับซ้อน หากเรามีการป้อนข้อมูลที่มีประโยชน์ มีการจัดการที่ดีก็จะสามารถพัฒนาและผลิตผลงานสื่อที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ออกสู่สังคมได้มากยิ่งขึ้น



          โดย งานอบรม “รู้จัก รู้ลึก รู้ทัน ปัญญาประดิษฐ์ สำหรับงานวงการสื่อ” ได้รับเกียรติจากวิทยากรที่มาร่วมแบ่งปันความรู้ทั้ง 2 ท่าน ได้แก่ ดร.นน อัครประเสริฐกุล อนุกรรมการส่งเสริมสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ผู้เชี่ยวชาญส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลอาวุโส ฝ่ายส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) ผศ.ดร.รัชนี กุลยานนท์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ภายในงานมีผู้ทรงคุณวุฒิ นายยศพร ปัญจมะวัต ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสุขภาพจิต ในคณะกรรมการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ รองประธานอนุกรรมการส่งเสริมสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ , นางสุนทรี ทับทิมไทย ชัยสัมฤทธิ์โชค กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ในคณะกรรมการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และ นายกฤษกร รอดช้างเผื่อน อนุกรรมการส่งเสริมสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ นายเทินพันธ์ แพนสมบัติ ผู้อำนวยฝ่ายส่งเสริมและพัฒนาสื่อสำหรับประชาชน และบุคลากรของกองทุนสื่อ สื่อมวลชน องค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไปเข้าร่วมงาน



       สำหรับการจัดงานอบรมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ มีหัวข้อที่น่าสนใจ ได้แก่ Technologies in Media Creation and Beyond ,AI (Artificial Intelligence) คืออะไร AI เรียนรู้ได้อย่างไร ในภาษาที่เข้าใจง่าย , AI สามารสร้างสื่อให้เราได้มากน้อยขนาดไหนในยุคปัจจุบัน , รู้เท่าทันเครื่องมือ AI เช่น ChatGPT และกรณีศึกษาต่าง ๆ นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรม Challenge Statement ให้ผู้เข้าร่วมอบรมได้ลองใช้เครื่องมือ AI เพื่อดึงศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อการพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์
ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมหลังการอบรมได้ที่ www.thaimediafund.or.th

    

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ลดความเหลื่อมล้ำ ขยายโอกาส สร้างอาชีพ สร้างชีวิตอย่างเท่าเทียมแก่ชาวพิษณุโลก

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ลดความเหลื่อมล้ำ ขยายโอกาส สร้างอาชีพ สร้างชีวิตอย่างเท่าเทียมแก่ชาวพิษณุโลก  ลงพื้นที่มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพแก่ผู้ยากไร้ ...