วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2569

ทปอ. จับมือสยามสแควร์ รวมพลังมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ จ้ดงาน “SIAM YOUTH SQUARE”

ทปอ. จับมือสยามสแควร์ รวมพลังมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ จ้ดงาน “SIAM YOUTH SQUARE”

เปลี่ยนพื้นที่กลางเมืองเป็นเวทีแจ้งเกิดของเยาวชนไทย


      ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ร่วมกับ สยามสแควร์ ภายใต้การบริหารของ PMCU (สำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) และมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ เปิดพื้นที่ใจกลางเมืองฉลองวันเยาวชนแห่งชาติ กับงาน “SIAM YOUTH SQUARE” ระหว่างวันที่ 18–20 กันยายน 2569 ณ SIAM SQUARE WALKING STREET​ ภายใต้แนวคิด “THE STREET IS YOUR STAGE” เพื่อเปลี่ยนพื้นที่ใจกลางเมืองเป็นเวที​ เปิดให้เยาวชนไทยจากทั่วประเทศ


      ความร่วมมือครั้งนี้เชื่อมโยงเครือข่ายมหาวิทยาลัยทั่วประเทศเข้ากับพื้นที่สาธารณะใจกลางเมือง เปิดโอกาสให้นิสิต นักศึกษา และเยาวชนจากหลากหลายภูมิภาค ได้ก้าวออกจากพื้นที่มหาวิทยาลัยมาสู่เวทีจริงกลางสยามสแควร์ เพื่อแสดงศักยภาพ ความสามารถ และพลังสร้างสรรค์ในหลากหลายรูปแบบ​ พร้อมเปิดพื้นที่ให้ผู้คนและนักท่องเที่ยวได้สัมผัสความสามารถของเยาวชนไทยจากทั่วประเทศ

      ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร ประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย และอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า​ “วันนี้สยามสแควร์กำลังก้าวสู่การเป็น Youth Square ที่ไม่ได้เป็นพื้นที่ของเยาวชนเฉพาะในกรุงเทพฯ แต่เป็นพื้นที่ของเยาวชนจากทั่วประเทศ เราต้องการเปิดโอกาสให้นิสิต นักศึกษา และคนรุ่นใหม่จากทุกภูมิภาค ได้นำความสามารถ ตัวตน และความคิดสร้างสรรค์มาแสดงบนพื้นที่ใจกลางเมือง ขณะเดียวกัน ผู้คนและนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังสยามสแควร์ ก็จะได้เห็นศักยภาพและความหลากหลายของเยาวชนไทยจากทั่วประเทศผ่านพื้นที่แห่งนี้”

      ครั้งนี้เป็นครั้งแรกในการรวมพลังมหาวิทยาลัยทั่วประเทศกว่า 20 แห่ง ประกาศพลังเยาวชนไทยใจกลางสยาม โดย ทปอ. ได้ร่วมกับสยามสแควร์เปิดพื้นที่ให้วงดนตรีจากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ได้แก่ วง CU Band และวงครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, วงบางโพโลใจ มหาวิทยาลัยมหิดล, KU BAND มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, วง Hews มหาวิทยาลัยศิลปากร, วงม้าคกะสันต์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, วง Naresuan Wind Ensemble มหาวิทยาลัยนเรศวร, วง Singkai Fusion Cultural Band มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, วง DIMINISH มหาวิทยาลัยพะเยา, วง Heartix มหาวิทยาลัยสวนดุสิต, วง NMU Band  มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช, วง STIN Band สถาบันการพยาบาลศรีสวรินทิรา สภากาชาดไทย, วงดนตรีไทย สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดาไทย, และวงอาครู ๑๓๗ สถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา มาร่วมแสดงความสามารถ พร้อมถ่ายทอดเอกลักษณ์และวัฒนธรรมจากแต่ละภูมิภาคผ่านเสียงดนตรี​ และตลอดเส้นทาง Walking Street ยังเปิดพื้นที่ University Market ฟรีสำหรับนิสิตและนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศให้นำสินค้า งานออกแบบ และผลงานสร้างสรรค์มาทดลองขายจริง เป็นอีกหนึ่งโอกาสในการต่อยอดความคิดสร้างสรรค์สู่ประสบการณ์ทางธุรกิจ 

      อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของ SIAM YOUTH SQUARE คือการต่อยอด 3 จุดแสดงความสามารถบน SIAM SQUARE WALKING STREET ให้มี Concept, Curation และ Programming ที่ชัดเจนขึ้น โดยสยามสแควร์จับมือกับพันธมิตรและคอมมูนิตี้ที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อพัฒนาพื้นที่จาก Busking สู่ Street Performance Destination ที่มีเอกลักษณ์ และสามารถดึงดูดทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยว เช่นเดียวกับ Walking Street ในเมืองสำคัญระดับโลก​ เริ่มจาก “สยามแจ้งเกิด” ความร่วมมือระหว่างสยามสแควร์และ Yamaha Music ที่เปิด “เวทีแรก” ให้กับเยาวชนที่มีความสามารถ โดยสนับสนุนเครื่องดนตรีและอุปกรณ์สำหรับการแสดง เพื่อให้โอกาสไม่ถูกจำกัดด้วยต้นทุน

ต่อด้วย SIAM RISING STAGE บริหารพื้นที่โดย AIS SIAM ในฐานะ “เวทีต่อยอด” ที่เปิดโอกาสให้ศิลปินและนักแสดงรุ่นใหม่ได้ร่วมแสดงและ Featuring กับศิลปินที่มีชื่อเสียง เพื่อสร้างประสบการณ์การทำงานและการแสดงบนเวทีจริงกลางสยามสแควร์​ 

และ “ท้ายสยาม” พื้นที่ Creative Sandbox ที่สยามสแควร์ร่วมกับคอมมูนิตี้ด้านละครเวทีและ Street Performance นำโดย คุณหลุยส์ กฤษณ์ สงวนปิยะพันธ์ ผู้ร่วมก่อตั้ง The Blind Theatre Thailand เปิดพื้นที่ให้เยาวชนรวมกลุ่ม ทดลอง และสร้างกิจกรรมใหม่ ๆ ตั้งแต่ละครเวที Performance Art ไปจนถึง Street Performance ในหลากหลายรูปแบบ

     นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการแสดงสดจากวงดนตรีเยาวชนจากรายการ High Zcool Band ของ Workpoint ที่จะก้าวออกจากเวทีการแข่งขันมาพบผู้ชมกลางสยามสแควร์เป็นครั้งแรก พร้อม Siam Youth Parade ขบวนที่รวมพลังเยาวชนจากหลากหลายความสามารถ ทั้ง Marching Band ดนตรีไทย การเต้น Cosplay Character Performance Street Art และ Fashion​ SIAM YOUTH SQUARE จึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมเฉลิมฉลองวันเยาวชนแห่งชาติ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระหว่าง ทปอ. มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ พันธมิตรภาคเอกชน และสยามสแควร์ ในการเปลี่ยนพื้นที่ใจกลางเมืองให้เป็น พื้นที่แห่งโอกาสของเยาวชนไทย และผลักดันสยามสแควร์สู่การเป็น Youth Square ที่เยาวชนจากทั่วประเทศสามารถมาแสดงความสามารถ เติบโต และถูกค้นพบได้







วันอังคารที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ลดความเหลื่อมล้ำ ขยายโอกาส สร้างอาชีพ สร้างชีวิตอย่างเท่าเทียมแก่ชาวพิษณุโลก

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ลดความเหลื่อมล้ำ ขยายโอกาส สร้างอาชีพ สร้างชีวิตอย่างเท่าเทียมแก่ชาวพิษณุโลก 

ลงพื้นที่มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพแก่ผู้ยากไร้ มอบรถเข็นวีลแชร์แก่ผู้พิการ และนำหน่วยแพทย์บริการประชาชนในพื้นที่ฟรี


     มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางสาวศุภรัตน์ สมบัติเจริญไทย ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นางสาวเนาวรัตน์ วรรณศิริ หัวหน้าแผนกหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน และนายพิทักษ์พนธ์ ถูกจิตต์ รักษาการหัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ นำทีมเจ้าหน้าที่แผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ และหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน ลงพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก มอบวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพ แก่ สตรี บุรุษ พ่อเลี้ยงเดี่ยว หรือผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ที่มีความรู้และความสามารถ ฐานะยากจน ขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ในการประกอบอาชีพ รวมจำนวน 34 คน คิดเป็นมูลค่า 667,800 บาท พร้อมมอบรถเข็นวีลแชร์แก่ผู้พิการ รวม 10 คน คิดเป็นมูลค่า 30,000 บาท และมอบรถจักรยานแก่เด็กนักเรียน จำนวน 20 คัน คิดเป็นมูลค่า 25,800 บาท รวมการช่วยเหลือในครั้งนี้เป็นเงินทั้งสิ้น 726,300 บาท (เจ็ดแสนสองหมื่นหกพันสามร้อยบาทถ้วน) นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังได้จัดหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมแพทย์อาสาฯ เจ้าหน้าที่หน่วยแพทย์ ทีมกู้ชีพ และอาสาสมัคร ออกหน่วยให้บริการแจกแว่นสายตา บริการตัดผมชาย-หญิง และกิจกรรมนันทนาการเด็กและเยาวชนในพื้นที่ฟรี โดยมี พระครูปริยัติสุวรรณโพธิ เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ทอง นางเยาวภา พรรณโนภาศ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จังหวัดพิษณุโลก นางเอมอร วิจิตรพงษา ปลัดอำเภอบางระกำ นางสาวพัทธยา เนตรธรานนท์ รักษาการผู้อำนวยการสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพบ้านสองแคว จังหวัดพิษณุโลก ร่วมในพิธี ณ วัดโพธิ์ทอง อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก​ เมื่อวันอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569




     นางสาวศุภรัตน์ สมบัติเจริญไทย ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ เปิดเผยว่า โครงการ ส่งเสริมอาชีพเพื่อสตรีและครอบครัว มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มีวัตถุประสงค์เพื่อมอบวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพ แก่ สตรี บุรุษ พ่อเลี้ยงเดี่ยว หรือผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ที่มีความรู้และความสามารถ ฐานะยากจน ขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ในการประกอบอาชีพ โดยในปี พ.ศ. 2569 ได้รับความร่วมมือจากศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัว และสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ รวม 12 แห่ง ได้แก่ กรุงเทพฯ นนทบุรี ชลบุรี นครราชสีมา สงขลา สุราษฎร์ธานี ศรีสะเกษ ขอนแก่น ลำพูน ลำปาง เชียงราย และพิษณุโลก คัดกรองผู้ที่ผ่านการฝึกอบรม เสริมทักษะอาชีพ ส่งมาให้มูลนิธิฯ พิจารณาตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ โดยมูลนิธิฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การดำเนินการโครงการดังกล่าวนี้ จะมีส่วนสนับสนุน ช่วยสร้างอาชีพ สร้างรายได้ เลี้ยงตนเองและครอบครัว ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม และประเทศชาติอย่างยั่งยืนต่อไป

     ตลอดระยะเวลากว่า 116 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

     ติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจwww.facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

"มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต" 

#แอปพลิเคชัน และ #สายด่วน ป่อเต็กตึ๊ง1418

วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

4 สมาคมท่องเที่ยวไทยร่วมลงนาม MOU ผนึกกำลังขับเคลื่อน “Green Tourism Ecosystem”

4 สมาคมท่องเที่ยวไทยร่วมลงนาม MOU 

ผนึกกำลังขับเคลื่อน “Green Tourism Ecosystem” 

ยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่ความยั่งยืน

     นายนันทพล ไข่มุกด์ นายกสมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย (TEATA)​ ดร. สุเทพ อารมณ์รักษ์ นายกสมาคมสมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย​ ​(สธทท.)​ นายวิทวัส เมฆสุด​ นายกสมาคมผู้ประกอบการนำเที่ยวไทย (สนท.)​ และนายสัญญาพุฒิ เกิดบัณฑิต​ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.)​ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เรื่อง ความร่วมมือในการขับเคลื่อนการพัฒนาระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืน​ (Green Tourism Ecosystem) ของประเทศไทย​ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ส่งเสริมองค์ความรู้ เทคโนโลยีดิจิทัล และการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ สนับสนุน Green Economy และเป้าหมาย Net Zero for Tourism มุ่งสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อยกระดับประเทศไทยสู่มาตรฐานสากล​ และเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวยั่งยืนของอาเซียน  โดยได้รับเกียรติจาก คุณพันธ์ทิพา ศกุนต์ไชญ​ ที่ปรึกษากรรมการบริหาร​ บริษัท ทีวีพูล กรุ๊ป จำกัดและ​ Mr. Xiaokun Gao  Country Manager​ ตัวแทนสื่อมวลชนจาก sanook.com และ Tencent (Thailand) มาร่วมแสดงความยินดีและร่วมพูดคุยถึงการขับเคลื่อนความร่วมมือในครั้งนี้ด้วย ณ​ ห้องประชุมชั้น 1 อาคารทีวีพูล​ ซอยลาดพร้าว 101 แขวงคลองเจ้าคุณสิงห์ เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ​ เมื่อวัน​จันทร์ที่ 20 กรกฎาคม 2569

     ดร.สุเทพ อารมณ์รักษ์ นายกสมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย (สธทท.) กล่าวว่า​ "การลงนาม MOU ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของภาคการท่องเที่ยวไทย ในการร่วมกันขับเคลื่อนระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืนของประเทศไทย" หรือ "Green Tourism Ecosystem" ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างองค์กรวิชาชีพด้านการท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรม

      ในนามของสมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นภาคีในความร่วมมือครั้งนี้ เพราะเชื่อมั่นว่า "การท่องเที่ยวที่ยั่งยืน" ไม่ใช่เพียงแนวโน้มของโลก แต่เป็นทิศทางสำคัญที่ประเทศไทยต้องเร่งขับเคลื่อนอย่างจริงจัง​ ปัจจุบันนักท่องเที่ยวทั่วโลกให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และการสร้างคุณค่าให้กับชุมชน ผู้ประกอบการไทยจึงจำเป็นต้องยกระดับมาตรฐาน พัฒนาองค์ความรู้ และปรับตัวให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก

     สำหรับบทบาทของ สมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย (สธทท.) ภายใต้ความร่วมมือในครั้งนี้ จะมุ่งผลักดันสมาชิกให้เข้าถึงองค์ความรู้ด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน ส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัล รวมถึงสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับมาตรฐานการดำเนินธุรกิจท่องเที่ยวของไทยอย่างเป็นรูปธรรม ตามกรอบความร่วมมือของ MOU 

"ผมเชื่อมั่นว่า การรวมพลังของทั้ง 4 สมาคมในวันนี้ จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ พัฒนานวัตกรรม เชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการทั่วประเทศ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม"

     ดร.สุเทพ อารมณ์รักษ์ นายก​ สธทท. กล่าวเพิ่มเติมว่า ในระยะต่อไป สมาคมพร้อมทำงานร่วมกับภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ชุมชน และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น ศูนย์กลางการท่องเที่ยวยั่งยืนของภูมิภาคอาเซียน พร้อมสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และการบรรลุเป้าหมาย Net Zero for Tourism อย่างเป็นรูปธรรม

     และต้องขอบคุณสมาคมพันธมิตรทั้ง 3 สมาคม รวมถึงทุกหน่วยงานที่ร่วมสนับสนุนการดำเนินงาน พร้อมเชิญชวนผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวทุกภาคส่วน ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างความยั่งยืนให้กับประเทศ

"การท่องเที่ยวที่ยั่งยืน ไม่ใช่หน้าที่ขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วน ที่ต้องร่วมมือกันสร้างอนาคตของการท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง สมดุล และยั่งยืน"

"สมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย มุ่งมั่นยกระดับผู้ประกอบการไทยให้ก้าวทันมาตรฐานสากล ผ่านความร่วมมือของทั้ง 4 สมาคม เพื่อสร้างระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืน ที่สร้างคุณค่าให้เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และส่งต่ออนาคตที่มั่นคงให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย"

     ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่... สมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย (สธทท.) โทรศัพท์: 098 564 6145  E-mail: thaitourism.ttpa@gmail.com Facebook: www.facebook/ttpa.thaitourism


TEATA สธทท.​ สนท.​ และสทน.​ 4​ สมาคมท่องเที่ยว​ร่วมลงนาม MOU

TEATA สธทท.​ สนท.​ และสทน.​ 4​ สมาคมท่องเที่ยว​ร่วมลงนาม MOU

ขับเคลื่อนการพัฒนาระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืนของประเทศไทย


     นายนันทพล ไข่มุกด์ นายกสมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย (TEATA)​ ดร. สุเทพ อารมณ์รักษ์ นายกสมาคมสมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย​ ​(สธทท.)​ นายวิทวัส เมฆสุด​ นายกสมาคมผู้ประกอบการนำเที่ยวไทย (สนท.)​ และนายสัญญาพุฒิ เกิดบัณฑิต​ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.)​ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เรื่อง ความร่วมมือในการขับเคลื่อนการพัฒนาระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืน​ (Green Tourism Ecosystem) ของประเทศไทย​ โดยได้รับเกียรติจาก คุณพันธ์ทิพา ศกุนต์ไชญ​ ที่ปรึกษากรรมการบริหาร​ บริษัท ทีวีพูล กรุ๊ป จำกัดและ​ Mr. Xiaokun Gao  Country Manager​ ตัวแทนสื่อมวลชนจาก sanook.com และ Tencent (Thailand) มาร่วมแสดงความยินดีและร่วมพูดคุยถึงการขับเคลื่อนความร่วมมือในครั้งนี้ด้วย ณ​ ห้องประชุมชั้น 1 อาคารทีวีพูล​ ซอยลาดพร้าว 101 แขวงคลองเจ้าคุณสิงห์ เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ​ เมื่อวัน​จันทร์ที่ 20 กรกฎาคม 2569


      การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง​ สมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย (TEATA) กับ​ สมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย (สธทท.) สมาคมผู้ประกอบการนำเที่ยวไทย (สนท.) และสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) ในครั้งนี้​ ทั้ง 4​ สมาคมได้ตกลงทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกันโดยมีสาระสำคัญดังต่อไปนี้


ข้อ​ 1. ข้อตกลงความร่วมมือและวัตถุประสงค์​ โดยทั้ง​ 4​ สมาคม​ ตกลงร่วมมือกันดำเนินการเพิ่มคุณภาพ และทักษะการประกอบธุรกิจด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน เพื่อผลักดันให้เกิดนโยบาย มาตรการ และกลไกสนับสนุนที่เอื้อต่อการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero for Tourism) ในระยะยาว อาทิ โครงการ Electric Mobility for CNT, การอบรมและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน, การพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล (Ecosystem Platform) ด้วยการบูรณาการข้อมูลด้านมาตรฐานการท่องเที่ยวยั่งยืนในระดับสากล พัฒนาขีดความสามารถในการให้บริการด้านการท่องเที่ยวอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดำเนินการพัฒนาห่วงโซ่อุปสงค์-อุปทาน ในด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน เพื่อส่งเสริมการทำตลาดภายในประเทศ และยกระดับผู้ประกอบการท่องเที่ยวเพื่อไปสู่ระดับสากล​


โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้คือ

1.1 เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการบริหารจัดการ ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการได้เข้าถึงองค์ความรู้และพัฒนาขีดความสามารถในด้านการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมกับแนวทางในการปฏิบัติต่อนักท่องเที่ยว ให้พร้อมปรับตัวกับสถานการณ์การท่องเที่ยวในระดับสากล

1.2 เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการยกระดับผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิกร่วมของทั้ง​ 4​ สมาคม ผ่านการเข้ารับการอบรมและถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยวแบบโลว์คาร์บอน (Low Carbon Tourism) การเดินทางแบบปลดปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Electric Mobility for CNT) เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero for Tourism ของประเทศไทย

1.3 เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการบูรณาการข้อมูลด้านสินค้าและบริการของผู้ประกอบการจากทั้งสี่ฝ่าย พัฒนาขีดความสามารถในการให้บริการโดยใช้ระบบดิจิทัลแพลตฟอร์มเป็นช่องทาง​ เพื่อส่งเสริมการขายและการทำตลาดด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน ตามเกณฑ์การรับรองมาตรฐานสากล ทั้งนี้ การแลกเปลี่ยนข้อมูลสมาชิกภายใต้ข้อตกลงนี้จะดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลตามที่กฎหมายกำหนด 

1.4 เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืน (Green Tourism Ecosystem) ภายใต้มาตรการสำคัญในระยะต้น ได้แก่ การบูรณาการข้อมูลด้านสินค้าและบริการเพื่อนำเข้าสู่แพลตฟอร์มเพื่อการท่องเที่ยวยั่งยืน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายในประเทศต่อกลุ่มเป้าหมายทั้งที่เป็นคนไทยและชาวต่างชาติที่พำนักในไทย

1.5 เพื่อประสานความร่วมมือของทั้ง​ 4​ สมาคม ให้ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวยั่งยืนร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรภายนอก ได้แก่ ภาครัฐ เอกชน รัฐวิสาหกิจ ชุมชน หน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงหน่วยงานในระดับสากลด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน

ข้อ​ 2. หน้าที่ของสมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย (TEATA) มีหน้าที่ในการดำเนินงาน ดังนี้คือ

2.1 ถ่ายทอดองค์ความรู้ (Knowledge) เกี่ยวกับการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Carbon Neutral Tourism) ภายใต้กรอบงานวิจัยและบูรณาการความร่วมมือกับ ๓๒ องค์กร และจัดการอบรมให้กับผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิกร่วมของทั้งสี่สมาคม


2.2 พัฒนาแนวทางเพื่อส่งเสริมการตลาดและการเสนอขาย ผ่านระบบดิจิทัลแพลตฟอร์ม (Digital Platform) โดยมุ่งเน้นธุรกิจด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน ยกระดับและร่วมสนับสนุนการพัฒนาสินค้าและบริการบนแพลตฟอร์ม ให้ได้รับมาตรฐานสากล และสอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Sustainable Tourism) ทั้งนี้ ระบบดิจิทัลแพลตฟอร์ม (Digital Platform) และทรัพย์สินทางปัญญาที่พัฒนาขึ้นก่อนการลงนามหรือระหว่างการดำเนินโครงการ ยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของหน่วยงานผู้พัฒนา เว้นแต่คู่ภาคีจะตกลงเป็นหนังสือไว้เป็นอย่างอื่น 

2.3 สนับสนุนผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิกร่วม​ 4​ สมาคม เพื่อให้เข้าสู่แนวทางการรับรองมาตรฐานด้านการท่องเที่ยวยั่งยืนจากหน่วยงานพันธมิตรต่างๆ​ ทั้งระดับประเทศไทยและระดับสากล (Certified)

2.4 ส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน ส่งตัวแทนการอบรม วิทยากร และกิจกรรมการให้คำปรึกษาสำหรับผู้ประกอบการร่วมทุน​ 4​ สมาคม ที่ต้องการปรับเปลี่ยนแนวทางการให้บริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงกิจกรรมภาคสนามในอนาคต (Activity) โดยการดำเนินงานด้านการอบรมและถ่ายทอดองค์ความรู้ดังกล่าว ทั้งสี่สมาคมจะร่วมกันสนับสนุนทรัพยากรที่จำเป็นตามความเหมาะสมและศักยภาพของแต่ละฝ่าย ทั้งในรูปแบบตัวเงินและมิใช่ตัวเงิน (In-kind) เพื่อให้การขับเคลื่อนกิจกรรมเป็นไปอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน


ข้อ​ 3. หน้าที่ของสมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย (สธทท.) , สมาคมผู้ประกอบการนำเที่ยวไทย (สนท.) , สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) ทั้ง 3 สมาคม มีหน้าที่ในการดำเนินงาน ดังนี้คือ

3.1 ผลักดันให้สมาชิกได้ใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้ด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน ที่สอดคล้องกับแนวทางการท่องเที่ยวเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระดับสากล ผ่านแนวทางหรือระบบการเตรียมความพร้อมสู่มาตรฐาน (Certification Readiness) ที่สมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัยสนับสนุน 

3.2 ผลักดันให้สมาชิกได้ใช้ประโยชน์จากระบบดิจิทัลแพลตฟอร์มที่ถูกพัฒนาขึ้นจากสมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย เพื่อรวบรวมสินค้าบริการที่ได้รับมาตรฐานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับหลักมาตรฐานสากล เกิดช่องทางการขายและการทำตลาดรูปแบบใหม่ เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายให้กับตลาดในประเทศ

3.3 ส่งเสริมผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิก ให้เข้าร่วมกิจกรรมภาคสนาม การอบรม การถ่ายทอดองค์ความรู้ ที่มีหน่วยงานพันธมิตรภายนอกเป็นผู้ร่วมสนับสนุน

3.4 ร่วมสนับสนุนบุคลากร งบประมาณ สถานที่ และทรัพยากรอื่นที่จำเป็นสำหรับการจัดฝึกอบรมและถ่ายทอดองค์ความรู้ตามข้อ 2 ทั้งในรูปแบบตัวเงินและมิใช่ตัวเงิน (In-kind) ตามความเหมาะสมและศักยภาพของแต่ละสมาคม เพื่อมิให้ภาระในการดำเนินงานตกอยู่แก่สมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัยแต่เพียงฝ่ายเดียว

ข้อ 4. ระยะเวลาความร่วมมือ

4.1 บันทึกข้อตกลงความร่วมมือนี้มีผลบังคับใช้นับตั้งแต่วันที่ลงนามเป็นต้นไป โดยมีกำหนดระยะเวลาความร่วมมือ 3 ปี (พ.ศ. 2569 - 2572) นับตั้งแต่วันลงนาม ทั้ง​ 4​ สมาคม อาจตกลงกันเป็นหนังสือเพื่อยุติ หรือขยายระยะเวลาความร่วมมือการดำเนินงานภายใต้ข้อตกลงนี้ได้ โดยความเห็นชอบของทั้ง​ 4​ สมาคม

4.2 ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจบอกเลิกการเป็นภาคีในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้ได้ โดยแจ้งเป็นหนังสือให้อีกฝ่ายทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 60 วัน ทั้งนี้ การบอกเลิกดังกล่าวจะไม่กระทบต่อโครงการหรือกิจกรรมที่คู่ภาคีได้ตกลงดำเนินการร่วมกันไปแล้วก่อนวันบอกเลิก

ข้อ 5. ทรัพย์สินทางปัญญา ระบบดิจิทัลแพลตฟอร์ม และงานวิจัย

5.1 องค์ความรู้ เอกสาร หลักสูตร ซอฟต์แวร์ ระบบดิจิทัล เครื่องมือ งานวิจัย ผลงานวิชาการ ฐานข้อมูล และทรัพย์สินทางปัญญาอื่นใดที่แต่ละสมาคมมีอยู่ก่อนการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้ หรือที่แต่ละสมาคมพัฒนาขึ้นเองระหว่างการดำเนินความร่วมมือ ยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของฝ่ายผู้พัฒนา เว้นแต่คู่ภาคีจะตกลงเป็นหนังสือไว้เป็นอย่างอื่น 

5.2 บันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้ไม่มีผลเป็นการโอนสิทธิ์ในงานวิจัย ผลงานวิชาการ ฐานข้อมูล หรือทรัพย์สินทางปัญญาใดๆ ของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดให้แก่อีกฝ่ายหนึ่ง

ข้อ 6. การใช้ตราสัญลักษณ์และเครื่องหมายการค้า​ การใช้ตราสัญลักษณ์ ชื่อองค์กร หรือเครื่องหมายการค้าของแต่ละสมาคม ไม่ว่าในสื่อหรือช่องทางใด ต้องได้รับความเห็นชอบเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าของเครื่องหมายก่อนทุกครั้ง 

ข้อ 7. การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและการรักษาความลับ

7.1 การแลกเปลี่ยนหรือใช้ข้อมูลสมาชิกภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้ จะดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลตามที่กฎหมายกำหนด 

7.2 ข้อมูลภายใน แผนธุรกิจ ข้อมูลสมาชิก ข้อมูลทางเทคนิค และข้อมูลทางการค้าที่คู่ภาคีเปิดเผยแก่กันภายใต้ข้อตกลงนี้ ให้ถือเป็นข้อมูลลับ และคู่ภาคีตกลงจะไม่เปิดเผยต่อบุคคลภายนอก เว้นแต่จะได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าของข้อมูล หรือเป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดให้ต้องเปิดเผย


ข้อ 8. ภาระผูกพันทางการเงินและรายได้จากกิจกรรม

8.1 บันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้มิได้ก่อให้เกิดภาระผูกพันทางการเงินแก่คู่ภาคีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยอัตโนมัติ เว้นแต่คู่ภาคีจะได้ตกลงกันเป็นหนังสือแยกต่างหากในแต่ละกรณี 

8.2 ในกรณีที่มีรายได้เกิดขึ้นจากกิจกรรมหรือโครงการใดๆ ที่ดำเนินการภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้ ให้คู่ภาคีที่เกี่ยวข้องจัดทำข้อตกลงเฉพาะโครงการ (Project Agreement) เพื่อกำหนดรายละเอียดการแบ่งปันผลประโยชน์ก่อนดำเนินการ 

ข้อ 9. สถานะความสัมพันธ์ทางกฎหมาย​ บันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อแสดงเจตนารมณ์ในการประสานความร่วมมือระหว่างคู่ภาคีเท่านั้น มิได้ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ในลักษณะการเป็นตัวแทน หุ้นส่วน หรือกิจการร่วมค้าทางกฎหมายระหว่างคู่ภาคีแต่อย่างใด 

ข้อ 10. การแก้ไขปัญหา​ หากเกิดปัญหาหรือขัดข้องในการปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้ ทั้ง​ ​4​ สมาคม​ จะร่วมพิจารณาหาแนวทางแก้ไขเพื่อให้ได้ข้อยุติโดยเร็ว

บันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้ทำขึ้นเป็นสี่ฉบับ มีความถูกต้องตรงกัน ทั้ง ​4 สมาคมได้อ่าน และเข้าใจข้อความโดยละเอียดตลอดแล้ว จึงได้ลงลายมือชื่อพร้อมประทับตรา (ถ้ามี) ไว้เป็นสำคัญต่อหน้าพยานและเก็บไว้ฝ่ายละฉบับ

 


วันพุธที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

จุฬาฯ เปิดก้าวประวัติศาสตร์ควอนตัมไทย ประกาศติดตั้ง Ion-Trap Quantum Computer เครื่องแรกของประเทศ

จุฬาฯ เปิดก้าวประวัติศาสตร์ควอนตัมไทย

ประกาศติดตั้ง Ion-Trap Quantum Computer เครื่องแรกของประเทศ 

พร้อมเปิดหลักสูตรปริญญาโท Quantum Technology

     จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยประกาศก้าวสำคัญของประเทศไทยด้านเทคโนโลยีควอนตัม ภายใต้แนวคิด “FIRST-IN-NATION QUANTUM ENGINE AND PROGRAM BEYOND AI INTO THE QUANTUM FUTURE” ครั้งแรกของประเทศไทยกับเครื่องควอนตัมคอมพิวเตอร์และหลักสูตรด้านเทคโนโลยีควอนตัม เหนือกว่าขีดจำกัดของ AI สู่อนาคตแห่งควอนตัม” ซึ่งเป็นความร่วมมือในการติดตั้ง Trapped-Ion Quantum Computer เครื่องแรกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมเปิดตัวหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขา Quantum Technology เพื่อพัฒนากำลังคนรองรับยุคเทคโนโลยีควอนตัมของประเทศไทย

     งานเปิดตัวดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 ณ ห้อง 111 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ โดยมี ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นประธานกล่าวเปิดงาน ศ.ดร.ประณัฐ โพธิยะราช คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวถึงระบบนิเวศควอนตัม Prof.Jin-Shi Xu, University of Science and Technology of China กล่าวถึงเครื่องคอมพิวเตอร์ควอนตัมและความร่วมมือวิจัยด้านควอนตัมกับจุฬาฯ และ รศ.ดร.ธิติ บวรรัตนารักษ์ คณบดีวิทยาลัยสหศาสตร์บูรณาการ จุฬาฯ กล่าวถึงการเปิดหลักสูตรปริญญาโทด้านควอนตัมเทคโนโลยี

     ในช่วง Launch Ceremony: Chula Quantum Leap จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยประกาศความร่วมมือกับ University of Science and Technology of China (USTC) และ Hefei Unitary Quantum Technology Co., Ltd. ในการติดตั้งระบบ Ion-Trap Quantum Computer เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการศึกษา การวิจัย และการพัฒนาเทคโนโลยีควอนตัมของประเทศไทย โดย Dr. Ran He จาก Hefei Unitary Quantum Technology ได้แนะนำเทคโนโลยีควอนตัมคอมพิวเตอร์ หลักการทำงาน ศักยภาพ และแนวทางการนำไปประยุกต์ใช้ จากนั้นเป็นพิธีประกาศการติดตั้ง Ion-Trap Quantum Computer อย่างเป็นทางการ 

     ระบบควอนตัมคอมพิวเตอร์ดังกล่าวจะเป็นแพลตฟอร์มสำคัญสำหรับการวิจัยด้าน Quantum Computing การพัฒนาอัลกอริทึมควอนตัม การสร้างนวัตกรรมด้าน Quantum Information การพัฒนาบุคลากรด้าน Quantum Technology ตลอดจนการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ภาคอุตสาหกรรม และพันธมิตรต่างประเทศ เพื่อผลักดันองค์ความรู้และผลงานวิจัยไปสู่การประยุกต์ใช้จริง การติดตั้งครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นการเพิ่มศักยภาพด้านโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการผลักดันและยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นหนึ่งในศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีควอนตัมของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

     ในโอกาสนี้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยังได้เปิดตัวหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีควอนตัม (Quantum Technology) ภายใต้การดำเนินงานของวิทยาลัยสหศาสตร์บูรณาการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยออกแบบหลักสูตรในลักษณะสหศาสตร์และบูรณาการองค์ความรู้จากหลายศาสตร์ ทั้งด้านฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ วิทยาการคอมพิวเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ ธุรกิจ และการเงิน เพื่อผลิตบุคลากรรุ่นใหม่ที่สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีควอนตัมในภาคอุตสาหกรรม การเงิน การสื่อสาร ความมั่นคง และเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต

     หลักสูตรดังกล่าวเปิดรับผู้สำเร็จการศึกษาจากหลากหลายสาขา โดยมีรายวิชาแกนกลางร่วมกัน และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนเลือกเรียนในสายวิชาที่สอดคล้องกับความสนใจ พร้อมทำโครงงานวิจัยแบบบูรณาการร่วมกับนักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญ และภาคอุตสาหกรรม เพื่อเชื่อมโยงการเรียนรู้ทางวิชาการเข้ากับการแก้ปัญหาและการพัฒนานวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ตลอดจนสร้างบุคลากรที่มีความรู้ข้ามศาสตร์และพร้อมรองรับความต้องการของตลาดแรงงานด้านเทคโนโลยีควอนตัมในอนาคต

     ปิดท้ายด้วยการเสวนาพิเศษเปิดตัวหลักสูตรปริญญาโทด้าน Quantum Technology ในหัวข้อ “Educating the Workforce for Quantum Futures of Thailand” เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย และภาคอุตสาหกรรม เกี่ยวกับแนวโน้มของเทคโนโลยีควอนตัม แนวทางการพัฒนากำลังคน การสร้างความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคอุตสาหกรรม และการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยสำหรับเศรษฐกิจควอนตัมในอนาคต โดยมีผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย ผศ.ดร.โศจิพงศ์ ฉัตราภรณ์ หัวหน้าภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ศ.ดร.ประภาส จงสถิตย์วัฒนา ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ Prof.Jin-Shi Xu จาก University of Science and Technology of China Dr. Ran He จาก Hefei Unitary Quantum Technology, Dr.Yue Jun Jiang ที่ปรึกษาบริหารด้านวิจัยและพัฒนาของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ประธานเจ้าหน้าที่ด้านวิจัยและพัฒนาของบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และประธานเจ้าหน้าที่ด้านเทคโนโลยีของ All Now Group คุณกนกศักดิ์ รัชปัตย์ Account Technical Leader และ Senior Data Security Technical Sales บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด และ ดร.ทุตานนท์ สินธุประสิทธิ์ Head of Research and Development บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCBX ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.สุรเชษฐ์ หลิมกำเนิด คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ 

     การเสวนาสะท้อนให้เห็นว่าการสร้างระบบนิเวศด้าน Quantum Technology จำเป็นต้องดำเนินการควบคู่กันทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การวิจัย การจัดการศึกษา และการสร้างความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะการลงทุนในการพัฒนากำลังคน ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีควอนตัมให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนักฟิสิกส์ นักคณิตศาสตร์ วิศวกร นักวิทยาการคอมพิวเตอร์ นักธุรกิจ และผู้เชี่ยวชาญจากสาขาต่าง ๆ จะต้องร่วมกันผลักดันองค์ความรู้จากห้องปฏิบัติการไปสู่การประยุกต์ใช้ในภาคเศรษฐกิจและสังคม

     การประกาศติดตั้ง Ion-Trap Quantum Computer และการเปิดหลักสูตรปริญญาโท Quantum Technology ในครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการบูรณาการการศึกษา การวิจัย นวัตกรรม และความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อสร้างรากฐานด้านเทคโนโลยีควอนตัมของประเทศไทย พัฒนาบุคลากรคุณภาพสูง เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเตรียมประเทศให้พร้อมก้าวเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจควอนตัมอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การประกาศติดตั้งเครื่องควอนตัมคอมพิวเตอร์และการเปิดหลักสูตรด้านเทคโนโลยีควอนตัมครั้งแรกของประเทศไทย ถือเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและวงการวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีของประเทศ บทบาทของมหาวิทยาลัยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการจัดการเรียนการสอนหรือพัฒนาหลักสูตรเท่านั้น แต่ต้องสามารถนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาสร้างประโยชน์ต่อสังคมและยกระดับขีดความสามารถของประเทศ ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีควอนตัมจะเป็นอีกก้าวสำคัญที่เหนือกว่าขีดจำกัดของปัญญาประดิษฐ์ และเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ และอุตสาหกรรม

     ความสำเร็จครั้งนี้เกิดจากการบูรณาการความร่วมมือระหว่างคณะวิทยาศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาลัย สหศาสตร์บูรณาการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งได้รับความร่วมมือจาก University of Science and Technology of China (USTC), Hefei Unitary Quantum Technology ตลอดจนพันธมิตรภาคอุตสาหกรรม การผนึกกำลังดังกล่าวจะช่วยสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านควอนตัมและหลักสูตรปริญญาโท Quantum Technology เพื่อผลิตบุคลากรรุ่นใหม่ที่มีความรู้ที่ทันสมัย สามารถต่อยอดงานวิจัยสู่การใช้งานจริง และร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยให้พร้อมเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจควอนตัมในอนาคต

     รศ.ดร.ธิติ บวรรัตนารักษ์ คณบดีวิทยาลัยสหศาสตร์บูรณาการ จุฬาฯ กล่าวถึงการเปิดหลักสูตรปริญญาโทด้านควอนตัมเทคโนโลยี ว่า วิทยาลัยสหศาสตร์บูรณาการมีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลและพัฒนาหลักสูตรสหศาสตร์ที่บูรณาการองค์ความรู้จากหลากหลายสาขาอย่างเป็นระบบ โดยมีเป้าหมายในการผลิตบุคลากรที่มีทักษะและศักยภาพสูง พร้อมเติบโตเป็นผู้นำที่สามารถรับมือกับความท้าทายใหม่ ๆ และตอบสนองต่อความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคตได้อย่างแท้จริง

     แม้การมีควอนตัมคอมพิวเตอร์ที่ทันสมัยจะเป็นก้าวสำคัญของประเทศ แต่หัวใจของการสร้างระบบนิเวศควอนตัมให้เติบโตอย่างยั่งยืนคือการพัฒนาบุคลากรที่มีความรู้และสามารถใช้งาน ต่อยอด และพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลักสูตรระดับปริญญาโทด้านเทคโนโลยีควอนตัมออกแบบเพื่อผลิตบุคลากรแบบสหศาสตร์ที่มีความรู้ทั้งด้านควอนตัมคอมพิวเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ หลักสูตรนี้จึงมุ่งเน้นทั้งความรู้ภาคทฤษฎีและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีควอนตัม ในการแก้ปัญหาจริง ครอบคลุมการพัฒนายา วัสดุขั้นสูง พลังงาน การแพทย์ การเงิน และการคมนาคม พร้อมส่งเสริมการเรียนรู้ข้ามศาสตร์และความร่วมมือระหว่างสถาบัน เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้กับภาคอุตสาหกรรม เป้าหมายสำคัญคือการสร้างผู้นำและกำลังคนคุณภาพสูงที่จะช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยและระบบเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลก

     ศ.ดร.ประณัฐ โพธิยะราช คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวถึงระบบนิเวศควอนตัมว่า จุฬาฯ มุ่งสร้างระบบนิเวศควอนตัมที่สมบูรณ์ในประเทศไทย โดยพัฒนาทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และกำลังคนควบคู่กัน เพื่อยกระดับศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศให้ทัดเทียมนานาชาติ ผ่านความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษา ภาครัฐ และภาคเอกชน ในปี 2570 จะมีการติดตั้งควอนตัมคอมพิวเตอร์แบบดักจับไอออน หรือ Ion-Trap Quantum Computer เครื่องแรกของประเทศไทย ณ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ภายใต้ความร่วมมือระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย University of Science and Technology of China (USTC) และ Hefei Unitary Quantum Technology ผ่านห้องปฏิบัติการร่วมด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีควอนตัม ความสำเร็จครั้งนี้ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ส่งเสริมงานวิจัย พัฒนาอุตสาหกรรม และผลิตบุคลากรควอนตัม เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

     Prof.Jin-Shi Xu, University of Science and Technology of China เผยว่า การติดตั้งควอนตัมคอมพิวเตอร์เครื่องแรกของประเทศไทย ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระหว่างไทยกับจีน ซึ่งต่อยอดจากการลงนามบันทึกความเข้าใจและการจัดตั้งห้องปฏิบัติการร่วมด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีควอนตัมระหว่าง USTC กับจุฬาฯ รวมถึงกิจกรรมแลกเปลี่ยนทางวิชาการที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ความร่วมมือกับ USTC และ Hefei Unitary Quantum Technology ไม่เพียงนำเทคโนโลยีควอนตัมขั้นสูงมาสู่ประเทศไทย แต่ยังเป็นรากฐานสำหรับการวิจัยร่วม การแลกเปลี่ยนนิสิตและคณาจารย์ ตลอดจนการพัฒนาบุคลากรด้านควอนตัมในระยะยาว โดยมุ่งเปิดโอกาสให้นักวิจัยไทยและจีนทำงานร่วมกัน เพื่อผลักดันองค์ความรู้และสร้างนักวิทยาศาสตร์กับวิศวกรควอนตัมรุ่นใหม่ ทั้งนี้ USTC พร้อมสานต่อความร่วมมือกับจุฬาฯ ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพื่อสร้างประโยชน์แก่ทั้งสองประเทศและภูมิภาคโดยรวม


ทปอ. จับมือสยามสแควร์ รวมพลังมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ จ้ดงาน “SIAM YOUTH SQUARE”

ทปอ. จับมือสยามสแควร์ รวมพลังมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ จ้ด งาน “SIAM YOUTH SQUARE” เปลี่ยนพื้นที่กลางเมืองเป็นเวทีแจ้งเกิดของเยาวชนไทย       ที่...