TEATA สธทท. สนท. และสทน. 4 สมาคมท่องเที่ยวร่วมลงนาม MOU
ขับเคลื่อนการพัฒนาระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืนของประเทศไทย
นายนันทพล ไข่มุกด์ นายกสมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย (TEATA) ดร. สุเทพ อารมณ์รักษ์ นายกสมาคมสมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย (สธทท.) นายวิทวัส เมฆสุด นายกสมาคมผู้ประกอบการนำเที่ยวไทย (สนท.) และนายสัญญาพุฒิ เกิดบัณฑิต นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เรื่อง ความร่วมมือในการขับเคลื่อนการพัฒนาระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืน (Green Tourism Ecosystem) ของประเทศไทย โดยได้รับเกียรติจาก คุณพันธ์ทิพา ศกุนต์ไชญ ที่ปรึกษากรรมการบริหาร บริษัท ทีวีพูล กรุ๊ป จำกัดและ Mr. Xiaokun Gao Country Manager ตัวแทนสื่อมวลชนจาก sanook.com และ Tencent (Thailand) มาร่วมแสดงความยินดีและร่วมพูดคุยถึงการขับเคลื่อนความร่วมมือในครั้งนี้ด้วย ณ ห้องประชุมชั้น 1 อาคารทีวีพูล ซอยลาดพร้าว 101 แขวงคลองเจ้าคุณสิงห์ เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ เมื่อวันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม 2569
การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง สมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย (TEATA) กับ สมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย (สธทท.) สมาคมผู้ประกอบการนำเที่ยวไทย (สนท.) และสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) ในครั้งนี้ ทั้ง 4 สมาคมได้ตกลงทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกันโดยมีสาระสำคัญดังต่อไปนี้
ข้อ 1. ข้อตกลงความร่วมมือและวัตถุประสงค์ โดยทั้ง 4 สมาคม ตกลงร่วมมือกันดำเนินการเพิ่มคุณภาพ และทักษะการประกอบธุรกิจด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน เพื่อผลักดันให้เกิดนโยบาย มาตรการ และกลไกสนับสนุนที่เอื้อต่อการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero for Tourism) ในระยะยาว อาทิ โครงการ Electric Mobility for CNT, การอบรมและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน, การพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล (Ecosystem Platform) ด้วยการบูรณาการข้อมูลด้านมาตรฐานการท่องเที่ยวยั่งยืนในระดับสากล พัฒนาขีดความสามารถในการให้บริการด้านการท่องเที่ยวอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดำเนินการพัฒนาห่วงโซ่อุปสงค์-อุปทาน ในด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน เพื่อส่งเสริมการทำตลาดภายในประเทศ และยกระดับผู้ประกอบการท่องเที่ยวเพื่อไปสู่ระดับสากล
โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้คือ
1.1 เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการบริหารจัดการ ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการได้เข้าถึงองค์ความรู้และพัฒนาขีดความสามารถในด้านการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมกับแนวทางในการปฏิบัติต่อนักท่องเที่ยว ให้พร้อมปรับตัวกับสถานการณ์การท่องเที่ยวในระดับสากล
1.2 เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการยกระดับผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิกร่วมของทั้ง 4 สมาคม ผ่านการเข้ารับการอบรมและถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยวแบบโลว์คาร์บอน (Low Carbon Tourism) การเดินทางแบบปลดปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Electric Mobility for CNT) เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero for Tourism ของประเทศไทย
1.3 เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการบูรณาการข้อมูลด้านสินค้าและบริการของผู้ประกอบการจากทั้งสี่ฝ่าย พัฒนาขีดความสามารถในการให้บริการโดยใช้ระบบดิจิทัลแพลตฟอร์มเป็นช่องทาง เพื่อส่งเสริมการขายและการทำตลาดด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน ตามเกณฑ์การรับรองมาตรฐานสากล ทั้งนี้ การแลกเปลี่ยนข้อมูลสมาชิกภายใต้ข้อตกลงนี้จะดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลตามที่กฎหมายกำหนด
1.4 เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืน (Green Tourism Ecosystem) ภายใต้มาตรการสำคัญในระยะต้น ได้แก่ การบูรณาการข้อมูลด้านสินค้าและบริการเพื่อนำเข้าสู่แพลตฟอร์มเพื่อการท่องเที่ยวยั่งยืน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายในประเทศต่อกลุ่มเป้าหมายทั้งที่เป็นคนไทยและชาวต่างชาติที่พำนักในไทย
1.5 เพื่อประสานความร่วมมือของทั้ง 4 สมาคม ให้ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวยั่งยืนร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรภายนอก ได้แก่ ภาครัฐ เอกชน รัฐวิสาหกิจ ชุมชน หน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงหน่วยงานในระดับสากลด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน
ข้อ 2. หน้าที่ของสมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย (TEATA) มีหน้าที่ในการดำเนินงาน ดังนี้คือ
2.1 ถ่ายทอดองค์ความรู้ (Knowledge) เกี่ยวกับการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Carbon Neutral Tourism) ภายใต้กรอบงานวิจัยและบูรณาการความร่วมมือกับ ๓๒ องค์กร และจัดการอบรมให้กับผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิกร่วมของทั้งสี่สมาคม
2.2 พัฒนาแนวทางเพื่อส่งเสริมการตลาดและการเสนอขาย ผ่านระบบดิจิทัลแพลตฟอร์ม (Digital Platform) โดยมุ่งเน้นธุรกิจด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน ยกระดับและร่วมสนับสนุนการพัฒนาสินค้าและบริการบนแพลตฟอร์ม ให้ได้รับมาตรฐานสากล และสอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Sustainable Tourism) ทั้งนี้ ระบบดิจิทัลแพลตฟอร์ม (Digital Platform) และทรัพย์สินทางปัญญาที่พัฒนาขึ้นก่อนการลงนามหรือระหว่างการดำเนินโครงการ ยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของหน่วยงานผู้พัฒนา เว้นแต่คู่ภาคีจะตกลงเป็นหนังสือไว้เป็นอย่างอื่น
2.3 สนับสนุนผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิกร่วม 4 สมาคม เพื่อให้เข้าสู่แนวทางการรับรองมาตรฐานด้านการท่องเที่ยวยั่งยืนจากหน่วยงานพันธมิตรต่างๆ ทั้งระดับประเทศไทยและระดับสากล (Certified)
2.4 ส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน ส่งตัวแทนการอบรม วิทยากร และกิจกรรมการให้คำปรึกษาสำหรับผู้ประกอบการร่วมทุน 4 สมาคม ที่ต้องการปรับเปลี่ยนแนวทางการให้บริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงกิจกรรมภาคสนามในอนาคต (Activity) โดยการดำเนินงานด้านการอบรมและถ่ายทอดองค์ความรู้ดังกล่าว ทั้งสี่สมาคมจะร่วมกันสนับสนุนทรัพยากรที่จำเป็นตามความเหมาะสมและศักยภาพของแต่ละฝ่าย ทั้งในรูปแบบตัวเงินและมิใช่ตัวเงิน (In-kind) เพื่อให้การขับเคลื่อนกิจกรรมเป็นไปอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
ข้อ 3. หน้าที่ของสมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย (สธทท.) , สมาคมผู้ประกอบการนำเที่ยวไทย (สนท.) , สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) ทั้ง 3 สมาคม มีหน้าที่ในการดำเนินงาน ดังนี้คือ
3.1 ผลักดันให้สมาชิกได้ใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้ด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน ที่สอดคล้องกับแนวทางการท่องเที่ยวเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระดับสากล ผ่านแนวทางหรือระบบการเตรียมความพร้อมสู่มาตรฐาน (Certification Readiness) ที่สมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัยสนับสนุน
3.2 ผลักดันให้สมาชิกได้ใช้ประโยชน์จากระบบดิจิทัลแพลตฟอร์มที่ถูกพัฒนาขึ้นจากสมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย เพื่อรวบรวมสินค้าบริการที่ได้รับมาตรฐานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับหลักมาตรฐานสากล เกิดช่องทางการขายและการทำตลาดรูปแบบใหม่ เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายให้กับตลาดในประเทศ
3.3 ส่งเสริมผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิก ให้เข้าร่วมกิจกรรมภาคสนาม การอบรม การถ่ายทอดองค์ความรู้ ที่มีหน่วยงานพันธมิตรภายนอกเป็นผู้ร่วมสนับสนุน
3.4 ร่วมสนับสนุนบุคลากร งบประมาณ สถานที่ และทรัพยากรอื่นที่จำเป็นสำหรับการจัดฝึกอบรมและถ่ายทอดองค์ความรู้ตามข้อ 2 ทั้งในรูปแบบตัวเงินและมิใช่ตัวเงิน (In-kind) ตามความเหมาะสมและศักยภาพของแต่ละสมาคม เพื่อมิให้ภาระในการดำเนินงานตกอยู่แก่สมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัยแต่เพียงฝ่ายเดียว
ข้อ 4. ระยะเวลาความร่วมมือ
4.1 บันทึกข้อตกลงความร่วมมือนี้มีผลบังคับใช้นับตั้งแต่วันที่ลงนามเป็นต้นไป โดยมีกำหนดระยะเวลาความร่วมมือ 3 ปี (พ.ศ. 2569 - 2572) นับตั้งแต่วันลงนาม ทั้ง 4 สมาคม อาจตกลงกันเป็นหนังสือเพื่อยุติ หรือขยายระยะเวลาความร่วมมือการดำเนินงานภายใต้ข้อตกลงนี้ได้ โดยความเห็นชอบของทั้ง 4 สมาคม
4.2 ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจบอกเลิกการเป็นภาคีในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้ได้ โดยแจ้งเป็นหนังสือให้อีกฝ่ายทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 60 วัน ทั้งนี้ การบอกเลิกดังกล่าวจะไม่กระทบต่อโครงการหรือกิจกรรมที่คู่ภาคีได้ตกลงดำเนินการร่วมกันไปแล้วก่อนวันบอกเลิก
ข้อ 5. ทรัพย์สินทางปัญญา ระบบดิจิทัลแพลตฟอร์ม และงานวิจัย
5.1 องค์ความรู้ เอกสาร หลักสูตร ซอฟต์แวร์ ระบบดิจิทัล เครื่องมือ งานวิจัย ผลงานวิชาการ ฐานข้อมูล และทรัพย์สินทางปัญญาอื่นใดที่แต่ละสมาคมมีอยู่ก่อนการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้ หรือที่แต่ละสมาคมพัฒนาขึ้นเองระหว่างการดำเนินความร่วมมือ ยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของฝ่ายผู้พัฒนา เว้นแต่คู่ภาคีจะตกลงเป็นหนังสือไว้เป็นอย่างอื่น
5.2 บันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้ไม่มีผลเป็นการโอนสิทธิ์ในงานวิจัย ผลงานวิชาการ ฐานข้อมูล หรือทรัพย์สินทางปัญญาใดๆ ของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดให้แก่อีกฝ่ายหนึ่ง
ข้อ 6. การใช้ตราสัญลักษณ์และเครื่องหมายการค้า การใช้ตราสัญลักษณ์ ชื่อองค์กร หรือเครื่องหมายการค้าของแต่ละสมาคม ไม่ว่าในสื่อหรือช่องทางใด ต้องได้รับความเห็นชอบเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าของเครื่องหมายก่อนทุกครั้ง
ข้อ 7. การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและการรักษาความลับ
7.1 การแลกเปลี่ยนหรือใช้ข้อมูลสมาชิกภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้ จะดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลตามที่กฎหมายกำหนด
7.2 ข้อมูลภายใน แผนธุรกิจ ข้อมูลสมาชิก ข้อมูลทางเทคนิค และข้อมูลทางการค้าที่คู่ภาคีเปิดเผยแก่กันภายใต้ข้อตกลงนี้ ให้ถือเป็นข้อมูลลับ และคู่ภาคีตกลงจะไม่เปิดเผยต่อบุคคลภายนอก เว้นแต่จะได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าของข้อมูล หรือเป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดให้ต้องเปิดเผย
ข้อ 8. ภาระผูกพันทางการเงินและรายได้จากกิจกรรม
8.1 บันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้มิได้ก่อให้เกิดภาระผูกพันทางการเงินแก่คู่ภาคีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยอัตโนมัติ เว้นแต่คู่ภาคีจะได้ตกลงกันเป็นหนังสือแยกต่างหากในแต่ละกรณี
8.2 ในกรณีที่มีรายได้เกิดขึ้นจากกิจกรรมหรือโครงการใดๆ ที่ดำเนินการภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้ ให้คู่ภาคีที่เกี่ยวข้องจัดทำข้อตกลงเฉพาะโครงการ (Project Agreement) เพื่อกำหนดรายละเอียดการแบ่งปันผลประโยชน์ก่อนดำเนินการ
ข้อ 9. สถานะความสัมพันธ์ทางกฎหมาย บันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อแสดงเจตนารมณ์ในการประสานความร่วมมือระหว่างคู่ภาคีเท่านั้น มิได้ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ในลักษณะการเป็นตัวแทน หุ้นส่วน หรือกิจการร่วมค้าทางกฎหมายระหว่างคู่ภาคีแต่อย่างใด
ข้อ 10. การแก้ไขปัญหา หากเกิดปัญหาหรือขัดข้องในการปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้ ทั้ง 4 สมาคม จะร่วมพิจารณาหาแนวทางแก้ไขเพื่อให้ได้ข้อยุติโดยเร็ว
บันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้ทำขึ้นเป็นสี่ฉบับ มีความถูกต้องตรงกัน ทั้ง 4 สมาคมได้อ่าน และเข้าใจข้อความโดยละเอียดตลอดแล้ว จึงได้ลงลายมือชื่อพร้อมประทับตรา (ถ้ามี) ไว้เป็นสำคัญต่อหน้าพยานและเก็บไว้ฝ่ายละฉบับ

















































