วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

จุฬาฯ ผนึกกำลังภาครัฐ-เอกชน “ฝ่าวิกฤติพลังงานไทยด้วยพลังงานหมุนเวียน” หนุนนโยบายพลังงานยั่งยืนผ่านงานวิจัยที่แข็งแกร่ง

จุฬาฯ ผนึกกำลังภาครัฐ-เอกชน “ฝ่าวิกฤติพลังงานไทยด้วยพลังงานหมุนเวียน”

หนุนนโยบายพลังงานยั่งยืนผ่านงานวิจัยที่แข็งแกร่ง

  วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาฯ ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ และ Biorefinery Hub of Knowledge ภายใต้สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดงานเสวนาวิชาการหัวข้อ “ฝ่าวิกฤตพลังงานไทยด้วยพลังงานหมุนเวียน: โอกาสหรือภาพลวง?” เพื่อวิเคราะห์เจาะลึกสถานการณ์พลังงานและศักยภาพของพลังงานสะอาดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย  โดยมีนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์​ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน​ ​เป็นประธานกล่าวเปิดงานเสวนาวิชาการหัวข้อ​ "ฝ่าวิกฤติพลังงานไทย ด้วยพลังงานหมุนเวียน: โอกาสหรือภาพลวง?" และกล่าวปาฐกถาพิเศษ​ โดยศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร​ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวต้อนรับ​ และศาสตราจารย์ ดร.ปราโมช รังสรรค์วิจิตร​ คณบดีวิทยาลัยปีโตรเลียมและปิโตรเคมี กล่าวรายงาน​​ ณ ห้อง 105 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย​ ​เมื่อวันที่​ 1 พฤษภาคม 2569

     ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเน้นย้ำถึงบทบาทของสถาบันการศึกษาในการเป็นเวทีกลางเพื่อขับเคลื่อนสังคม “จุฬาฯ มุ่งมั่นในการสร้างคนที่มีวิสัยทัศน์และสร้างงานวิจัยที่มีคุณภาพ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศสู่ความยั่งยืน การเสวนาครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความเข้าใจ และนำไปสู่การพัฒนาความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทยในระยะยาว”

     ในโอกาสนี้ คุณเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้แสดงปาฐกถาพิเศษ​กล่าวถึงทิศทางนโยบายพลังงานของประเทศว่า รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการแก้ไขปัญหาพลังงานและส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ “การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดไม่ใช่เพียงแค่ทางเลือก แต่คือทางรอดของเศรษฐกิจไทยที่เราต้องร่วมมือกันทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืน”

     ส่วนทางด้าน ศาสตราจารย์ ดร.ปราโมช รังสรรค์วิจิตร คณบดีวิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาฯ เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งต้นทุนพลังงานที่ผันผวนและความมั่นคงของระบบ การจัดงาน ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับศักยภาพและข้อจำกัดของพลังงานหมุนเวียนอย่างรอบด้าน เพื่อตอบโจทย์ว่าพลังงานสะอาดจะสามารถทดแทนพลังงานหลักและขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้จริงหรือไม่




    ภายในงานยังมีการเสวนาเรื่อง "ฝ่าวิกฤติพลังงานไทย ด้วยพลังงานหมุนเวียน:โอกาสหรือภาพลวง?" โดยได้รับเกียรติจากผู้แทนภาคภาครัฐและเอกชนร่วมการเสวนา ได้แก่​ ดร.เกษดา สุทธิอัมพร ผู้แทนอธิบดีกรมธุรกิจ, ดร.สราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน, นายนที สิทธิประศาสน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน​ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, นายศาณินทร์ ตริยานนท์ นายกสมาคมผู้ผลิตไบโอดีเซลไทย, นายกิตติศักดิ์ วัธนเวคิน นายกสมาคมการค้าผู้ผลิตเอทานอลไทย, ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล อดีตผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ, รศ.ดร.ศิริพร จงผาติวุฒิ รองคณบดีวิทยาลัยปิโตรเลียม​ ​และผู้ประสานงานภาคอุตสาหกรรม Biorefinery Hub of Knowledge​ ภายใต้สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี ในฐานะหน่วยงานการศึกษาที่มีหลักสูตรนานาชาติด้านเทคโนโลยีปิโตรเลียม และพลังงาน ยืนยันความพร้อมที่จะเป็นกลไกหลักในการผลิตบุคลากรและนวัตกรรมเพื่อสนับสนุนนโยบายพลังงานสะอาดของประเทศต่อไป​โดยมี​ ดร.ณัฐพงศ์ ซื่อวิริยพันธุ์ อาจารย์วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาฯ​ เป็นผู้ดำเนินรายการพลังงาน 





วันอังคารที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569

"สุวรรณี​ อิทธิวิบูลย์​ " ผู้บริหาร​ เพอโกล่าร์/DOD Cafe & Bistro รับรางวัลเกียรติยศ​ ​"หัตถานารายณ์​ ครั้งที่ 2" สาขา ผู้บริหารยอดเยี่ยมแห่งปี

"สุวรรณี​ อิทธิวิบูลย์​ " ผู้บริหาร​ เพอโกล่าร์/DOD Cafe & Bistro รับรางวัลเกียรติยศ​ ​"หัตถานารายณ์​ ครั้งที่ 2" สาขา ผู้บริหารยอดเยี่ยมแห่งปี

     คุณสุวรรณี อิทธิวิบูลย์​ ผู้บริหาร บริษัท เพอโกล่าร์ จำกัด/บริษัท แกรชซี่ เดสติเนชั่น จำกัด​ DOD Cafe & Bistro รับรางวัลเกียรติยศ​" หัตถานารายณ์ครั้งที่ 2" ปีพทธศักราช 2569 สาขา ผู้บริหารยอดเยี่ยมแห่งปี​ ซึ่งจัดโดย สมาคมพัฒนาผู้ประกอบการวัยรุ่นไทยและวัยทำงาน​ ณ​ คาลิปโซ่ เอเชียทีค กรุงเทพฯ​ เมื่อวันเสาร์ที่ 25 เมษายน 2569


      สำหรับ "รางวัลหัตถานารายณ์" เป็นรางวัลที่มอบให้แต่บุคคลที่กระทำความดีโดยประจักษ์แจ้ง​ โดยมิได้หวังผลตอบแทนสิ่งอื่นใด​ มีความประพฤติและใฝ่ที่จะทำแต่ความดีอันเป็นนิจสิน​ ทางสมาคมพัฒนาผู้ประกอบการวัยรุ่นไทยและวัยทำงาน ร่วมกับ มูลนิธิเทพศรียันตรา​ จึงได้มอบรางวัลอันทรงเกียรตินี้​ เพื่อประกาศเกียรติคุณ เชิดชูเกียรติยศและสร้างขวัญกำลังใจให้กับบุคคลที่ได้รับและเป็นแบบอย่างที่ดีต่อสังคมสืบไป


       คุณสุวรรณี อิทธิวิบูลย์​ เป็นนักธุรกิจสาวคนรุ่นใหม่ไฟแรง​ อดีตนายกสมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยว​จังหวัดนครปฐม ปี 2566- 2567 ผู้บริหารบริษัท เพอโกล่าร์ จำกัด​ และกรรมการ บริษัท แกรชซี่ เดสติเนชั่น จำกัด และ DOD Cafe & Bistro



      DOD Cafe & Bistro คาเฟ่ที่เป็นมากกว่าร้านอาหารและเครื่องดื่ม อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจในตำบลบางช้าง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม​ การันตีรางวัลมาตราฐานสถานที่ท่องเที่ยวยั่งยืน ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย​ ​(ททท.), ของดีจังหวัดนครปฐม และรางวัลชนะเลิศ Cafe & Restaurant Design Award ด้วยแนวคิดสร้างความสุขด้วยแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ จึงออกแบบสร้างสรรค์ผลงาน โดยการหยิบจับธรรมชาติมาจัดสรรให้เกิดความเหมาะสม และให้มนุษย์เรา "อยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน (Sustainable)" ผ่านการออกแบบให้เป็น สวนป่าโมเดิร์น (Modern Tropical Garden) บนพื้นที่กว่า 6 ไร่ ของ DOD Cafe & Bistro จะเลือกใช้กำแพง ผนัง พื้นทางเดิน ด้วย "สัจจะวัสดุ" เป็นการผสมผสานระหว่างงานภูมิสถาปัตยกรรม (Landscape) ให้เข้ากับงานสถาปัตยกรรม (Architecture)​

       DOD Cafe & Bistro ได้จัดให้มีกิจกรรมมากมายในการส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนของจังหวัด​นครปฐม โดยมีผลงานที่ได้รับการตอบรับอย่างดี และกระตุ้นตลาดการท่องเที่ยวในจังหวัดนครปฐมได้เป็นอย่างมาก​ ได้แก่​ งาน "I Love Monster | Balcon Zoo x DOD" งานแสดงสัตว์เลี้ยงแสนรัก กลุ่มสัตว์เลี้ยงพิเศษ​ Exotic Pet โดยมีกลุ่มนักท่องเที่ยวผู้รักสัตว์เลี้ยงแสนรัก และผู้ที่ชื่นขอบกลุ่มสัตว์พิเศษ (Exotic Pet) มาร่วมงานมากมาย, งาน "DOD GOOD DAY MUTELU" รวมสุดยอดอาจารย์สายมูเหล่าสาวกสายมู จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมผลักดันโมเดล "การท่องเที่ยวสายมู" กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น เน้นพลังศรัทธาไม่งมงาย เชื่อมโยงระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่อย่างยั่งยืน​ สร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวแนวใหม่ ส่งเสริมสินค้าและบริการ เกิดการใช้จ่ายและเกิดการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น และตลาดนัดงานคราฟต์ "DOD ณ คราฟต์" ตลาดนัดเพื่อส่งเสริมสินค้าเกษตรชุมชน ผัก ผลไม้ ของพื้นบ้าน งานฝีมือ ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิค เซรามิค เบญจรงค์น้ำทองโบราณ ฯลฯ สร้างกระแส Soft Power ชุมชน

     ส่วน​บริษัท เพอโกล่าร์ จำกัด​ เป็นบริษัทด้านงานสถาปัตยกรรม และภูมิสถาปัตยกรรม / ภูมิทัศน์ ดำเนินธุรกิจมาจนถึงปัจจุบันเข้าปีที่ 21 แล้ว

     คุณสุวรรณี อิทธิวิบูลย์​ กล่าวภายหลังได้รับรางวัลว่า ​"นับเป็นเกียรติและความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง" สำหรับรางวัลอันทรงเกียรติที่ได้รับคัดเลือกให้รับรางวัล​ "หัตถานารายณ์" สาขาผู้บริหารยอดเยี่ยมแห่งปี ประจำปี 2569 จาก สมาคมพัฒนาผู้ประกอบการวัยรุ่นไทยและวัยทำงาน (DTEWA) ครั้งที่ 2 เนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ 12 ปีของทางสมาคมฯ​ รางวัลนี้ไม่ได้เป็นเพียงรางวัลส่วนตัว แต่เป็นสัญลักษณ์ของความมุ่งมั่น ทุ่มเท และพลังสร้างสรรค์ผลงานคุณภาพ ของทีมงานบริษัท เพอโกล่าร์ จำกัด​ บริษัท แกซซี่เดติเนชั่น จำกัด​ และ DOD Café & Bistro ทุกคน ที่เดินเคียงข้างกันมาโดยตลอด ขอกราบขอบพระคุณคณะกรรมการ และสมาคม DTEWA ที่เล็งเห็นถึงศักยภาพ และมอบโอกาสอันล้ำค่านี้ให้ รวมถึงขอขอบคุณครอบครัว เพื่อนร่วมงาน และกัลยาณมิตรทุกท่าน ที่เป็นแรงผลักดัน และกำลังใจสำคัญเสมอมา


     "เราสัญญาว่าจะรักษามาตรฐานความตั้งใจนี้ และมุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพเพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่ดี และเป็นประโยชน์ต่อสังคมต่อไป" 

      จากความฝัน สู่ความจริง : การเดินทางของ บริษัท เพอโกล่าร์ จำกัด​ "ทุกความสำเร็จ เริ่มต้นจากก้าวแรก" ผ่านช่วงเวลาแห่งการทุ่มเท​ ช่วงเวลาแห่งการเติมเต็มรายละเอียดด้วยหัวใจ​ จนถึงวันที่ความฝันมีชีวิต

     ประตูของ DOD Café & Bistro เปิดต้อนรับทุกคน ด้วยบรรยากาศที่เป็นมิตร​ เต็มไปด้วยรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และการสังสรรค์ของผู้คนที่มาลิ้มรสอาหารและเครื่องดื่ม​ ท่ามกลางวิวธรรมชาติที่โอบล้อม คือ รางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับความเหน็ดเหนื่อยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา


******เริ่มต้นด้วยสิ่งเล็กๆ เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่​ ทุกวันคือโอกาสใหม่ที่จะเรียนรู้ เติบโต สร้างความสุขด้วยแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ​ สร้างคุณค่าให้ตัวเองและโลกใบนี้*****

www.pergolar.com

Tel : 02 441 9983 / +66 (086) 327 9983

Line : @pergolar

Tiktok : Pergolar Channel

Youtube : Pergolar Channel

Instagram : pergolarlandscape








"ดร.พัชรินทร์ พูลสวัสดิ์" ​ ประธานกรรมการ สส.ศท.​ รับรางวัลเกียรติยศ​ "หัตถานารายณ์" สาขา​สตรีผู้ทำคุณ ประโยชน์เพื่อแผ่นดินแห่งปี

"ดร.พัชรินทร์  พูลสวัสดิ์" ​ ประธานกรรมการ สส.ศท.​ รับรางวัลเกียรติยศ​ "หัตถานารายณ์" 
สาขา​สตรีผู้ทำคุณ
ประโยชน์เพื่อแผ่นดินแห่งปี


      ดร.พัชรินทร์  พูลสวัสดิ์​ ประธานกรรมการสมัชชาส่งเสริมวัฒนธรรมและศักยภาพแห่งประเทศไทย (สส.ศท) รับรางวัลเกียรติยศ​" หัตถานารายณ์ครั้งที่ 2" ปีพทธศักราช 2569 สาขา​สตรีผู้เพื่อแผ่นดินแห่งปี ซึ่งจัดโดย สมาคมพัฒนาผู้ประกอบการวัยรุ่นไทยและวัยทำงาน​ ณ​ คาลิปโซ่ เอเชียทีค กรุงเทพฯ​ เมื่อวันเสาร์ที่ 25 เมษายน 2569



      สำหรับ "รางวัลหัตถานารายณ์" นี้เป็นรางวัลที่มอบมอบให้แก่บุคคลที่กระทำความดีโดยประจักษ์แจ้ง​ โดยมิได้หวังผลตอบแทนสิ่งอื่นใด​ มีความประพฤติและใฝ่ที่จะทำแต่ความดีอันเป็นนิจสิน​ ทางสมาคมพัฒนาผู้ประกอบการวัยรุ่นไทยและวัยทำงาน ร่วมกับ มูลนิธิเทพศรียันตรา​ จึงได้มอบรางวัลอันทรงเกียรตินี้​ เพื่อประกาศเกียรติคุณ เชิดชูเกียรติยศและสร้างขวัญกำลังใจให้กับบุคคลที่ได้รับและเป็นแบบอย่างที่ดีต่อสังคมสืบไป


 


     ดร.พัชรินทร์  พูลสวัสดิ์​​ ประธานกรรมการสมัชชาส่งเสริมวัฒนธรรมและศักยภาพแห่งประเทศไทย (สส.ศท.) กล่าวว่า​ สส.ศท.​ เป็นองค์กรที่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริม อนุรักษ์ และต่อยอดคุณค่าทางวัฒนธรรมไทยให้คงอยู่ควบคู่กับความร่วมสมัย สามารถเข้าถึงประชาชนทุกช่วงวัย และเป็นรากฐานสำคัญของสังคมไทยอย่างยั่งยืน​ รวมทั้งพัฒนาศักยภาพมนุษย์อย่างรอบด้าน ทั้งด้านคุณธรรม ความรู้ ทักษะ และภาวะผู้นำ สร้างคนคุณภาพที่มีความสามารถและมีจิตสำนึกต่อสังคม​ และเพื่อสร้างและเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือทุกภาคส่วน ระหว่างภาคการศึกษา ภาคสังคม ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนทั่วประเทศ ในการร่วมกันขับเคลื่อนสังคมไทยอย่างมีพลัง​อีกทั้ยกย่องเชิดชูเกียรติและสร้างแรงบันดาลใจแก่สังคมข่าวสาร




     ดร.พัชรินทร์  พูลสวัสดิ์​​ ประธานกรรมการสมัชชาส่งเสริมวัฒนธรรมและศักยภาพแห่งประเทศไทย (สส.ศท.) ​ กล่าวภายหลังได้รับรางวัลว่า  ​"นับเป็นเกียรติและความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง" ที่ได้ผ่านการคัดสรรบุคคลต้นแบบและองค์กรที่ทำคุณประโยชน์ เพื่อเป็นแบบอย่างในการส่งเสริมความดี ความสามารถ และอัตลักษณ์ไทยสู่สังคมไทยและสังคมโลก สำหรับรางวัลอันทรงเกียรติที่ได้รับคัดเลือกให้รับรางวัลเกียรติยศ​" หัตถานารายณ์" ปีพทธศักราช 2569 สาขา​สตรีผู้ทำคุณประโยชน์เพื่อแผ่นดินแห่งปี​ ประจำปี 2569 จาก สมาคมพัฒนาผู้ประกอบการวัยรุ่นไทยและวัยทำงาน (DTEWA) ครั้งที่ 2 เนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ 12 ปีของทางสมาคมฯ​ วันนี้รู้สึกตื่นเต้นมากๆ​ แล้วก็ปลื้มใจอย่างบอกไม่ถูก​ ส่วนตัวแล้วไปร่วมงานรางวัลมาหลายงานแล้ว แต่ก็รู้สึกว่ารางวัลนี้เป็นรางวัลที่เราซาบซึ้งประทับใจมาก​  "รางวัลหัตถานารายณ์" รางวัลอันทรงเกียรติในครั้งนี้​ ไม่ใช่เป็นรางวัลของดิฉันคนเดียว​ แต่เป็นรางวัลที่ทางคณะกรรมการสมัชชาส่งเสริมวัฒนธรรมและศักยภาพแห่งประเทศไทย (สส.ศท) ร่วมกันทำความดีและก็ลงพื้นที่ต่างๆ​ เพื่อประเทศชาติ​  รางวัลนี้เป็นรางวัลในคุณงามความดีให้ทุกคนได้ทำความดี​ และตัวดิฉันเองและทางองค์กรสมัชชาส่งเสริมวัฒนธรรมและศักยภาพแห่งประเทศไทย (สส.ศท) ก็จะขอทำความดีเพื่อสังคมและประเทศชาติอย่างนี้ต่อไปเช่นกัน​ ขอขอบพระคุณมากๆ​ ค่ะ




      สุดท้ายก็ต้องขอขอบพระคุณ ดร.ศรีสุริยะ สะริมินยุพเรศ นายกสมาคมพัฒนาผู้ประกอบการวัยรุ่นไทยและวัยทำงาน​ ที่มอบรางวัลเกียรติยศ​ ​"หัตถานารายณ์" ครั้งที่ 2​ ปีพทธศักราช 2569 สาขา​สตรีผู้ทำคุณประโยชน์เพื่อแผ่นดินแห่งปี ในโอกาสก่อตั้งสมาคมครบรอบ​ 12​ ปี และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าในโอกาสหน้าคงได้ร่วมงานเป็นพันธมิตรกันตลอดไปค่ะ

วันจันทร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2569

เรื่องเก่าเล่าใหม่​ "อัมรินทร์ คอมันตร์" ​ประธานชมรมพิทักษ์ไทย เปิดใจ ค้านแก้​ ปว. ๒๘๑ เพื่อชาติ​ เพราะไทยเสียเปรียบ

 เรื่องเก่าเล่าใหม่​ "อัมรินทร์ คอมันตร์" ​ประธานชมรมพิทักษ์ไทย เปิดใจ

ค้านแก้​ ปว. ๒๘๑ เพื่อชาติ​ เพราะไทยเสียเปรียบ

     ปว.๒๘๑ คือ กฎหมายที่ออกในสมัยจอมพลถนอม กิติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อปกป้องส่งเสริมการทํากินของคนไทย ไม่ให้ต่างชาติหรือนายทุนขนาดใหญ่ใช้ชื่อไทยเข้ามาแย่งการทํากินของคนไทย รัฐบาลได้ใช ้เวลาออกกฎหมายประมาณ ๒ อาทิตย์ ใช มาประมาณ ๒๐ ปี มีนักการเมืองเลวๆ บางคนในสมัยที่พรรคสีฟ้าเป็นรัฐบาล ต้องการให้ตนเองได้รับตําแหน่งหนึ่งในต่างประเทศ ซึ่งถ้าตนเองไม่เปิดเสรีการค้า ก็จะไม่มีคุณสมบัติครบถ้วน จึงได้แก้กฎหมายเปิดเสรีการค้าให้ต่างชาติ โดยหลอกลวงประชาชนว่ากฎหมายเก่าแก่ ถูกองค์การการค้าระหว่างประเทศบีบบังคับ นักการเมืองคนนั้นเอาผลประโยชน์ของคนในชาติไปแลกกับผลประโยชน์ของตัวเอง มีหลายอาชีพที่นายอัมรินทร์ คอมันตร์คัดค้านไว้ได้ แต่ในระยะหลังก็ยังมีข้าราชการกระทรวง ระดับอธิบดีเปิดทางให้ต่างชาติเข้ามาแย่งการทํากินของคนไทย

      การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน​ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาในเรื่องของการที่จะเปิดทางให้ต่างชาติเข้ามาฮุบธุรกิจไทย  เพื่อหวังเม็ดเงินลงทุนที่จะมีเข้ามา ซึ่งทางรัฐบาลในยุคก่อนมอบหมายให้อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นหัวเรือใหญ่ในเรื่องนี้ โดยพยายามที่จะแก้ไข​ ​ปว.๒๘๑ จนกระทั่งสังคมเกิดการแตกแยกในมุมมองอย่างหนัก ในขณะที่ทางการเมืองพยายามหาฐานเสียงมาสนับสนุน​ แต่ทางผู้ประกอบการและคนไทยส่วนใหญ่เห็นในความไม่ชอบมาพากลก็พยายามคัดค้าน จนถึงขั้นมีการรวมกลุ่มเป็น​ ​​"ชมรมพิทักษ์ไทย" ขื้นมา โดยมีนายอัมรินทร์ คอมันตร์ นักธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ เป็นประธานชมรม เปิดเกมคัดค้านการแก้ไข​ ปว.๒๘๑ อย่างจริงจัง จนกระทั่งถูกมองว่ามีเงื่อนงำหรือผลประโยชน์อะไรหรือไม่ รวมทั้งเป็นกลไกของฝ่ายค้านในการท่าลายรัฐบาลหรือเปล่า

        นายอัมรินทร์​ คอมันตร์ ไนฐานะประธานชมรมพิทักษ์ไหย กล่าวว่า จริงๆ​ แล้วการตั้ง​ "ชมรมพิทักษ์ไทย" ขึ้นมาในครั้งนี้ เนื่องจากว่านักธุรกิจและผู้ประกอบการ​ ตลอดจนประชาชนคนไทยผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยเห็นว่า​รัฐบาล​ โดยเฉพาะคนในรัฐบาลบางคน ทั้งที่ผ่านมาหรือในรัฐบาลนี้ก็ตาม พยายามแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ​ โดยเอาสิทธิและผล่ประโยซน์ของคนในชาติไปให้กับชาวต่างชาติ​ รวมทั้งพยายามที่จะเอาแผ่นดินไทยไปขายให้ต่างชาติ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นปัญหาต่อคนไทยในอนาคต เพราะประเทศเรามีทรัพยากรจำกัด เมื่อเอาไปให้ต่างชาติ​ ต่อไปต้องเกิดปัญหาตามมาอย่างแน่นอน

     "ที่รัฐบาลพยายามออกมาบอกว่าจะมืมาตรการป้องกัน ไม่ต้องกลัว แต่จริงๆ​ แล้วเมืองไทยไม่่มีมาตราการไหนที่จะทำได้ดีอย่างที่พูด​ ปัจจุบันแค่การควบคุมปัญหาแรงงานต่างชาติ​ ก็เห็นแล้วว่าทำไม่ได้  มีปัญหาเยอะมาก​ หรือ่แม้แต่เรื่องแค่การปราบรถซิ่ง รถมอเตอร์ไซด์ที่มาแข่งกันบนท้องถนน​ ทางการก็ยังไม่มีปัญญา​ ไม่มีมาตรการที่จะป้องกันปราบ่ปรามได้ แล้วเรื่องที่เป็นผลประโยชน์ของชาติ ของคนทั้งประเทศ​ จะให้เชื่อมั่นได้อย่างไร และเรื่องการปราบปรามยาบ้ายาเส​พติด​ จนขณะนี้ก็ยังปราบไม่ได้​ มีขายกันเกลื่อนเมือง ถึงขั้นกับฆ่ากันเย้ยกฎหมาย แล้วจะทำอะไรให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นได้​ว่ารัฐบาลปกป้องคนไทยได้

     ดังนั้นเมื่อการรักษากฎหมาย รักษาผลประโบชน์ของประชาชนไม่สามารถทำให้เกิดความเชื่อถือได้​ การที่คนในชาติ​หรือใครก็ตามจะลุกขึ้นมารักษาสิทธิหรือผลประโยชน์ของชาติ​ จึงเป็นเรื่องจำเป็น​ที่ทางชมรมพิทักษ์ไทยซึ่งเป็นการรวมตัวกันของผู้ประกอบการ ผู้ประกอบอาชีพ นักศืกษา ประชาชน​ โดยมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญคือ "ส่งเสริมสนับสนุนปกป้องและรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์​ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตย​ ป้องกันสิทธิผลประโยซน์ของแผ่นดินไทยและคนไทย  รวมทั้งเผยแพร่ข้อมูลและปัญหาเกี่ยวกับสิทธิและผลประโยชน์ที่เกี่ยวกับคนไทย​ จากจุดนี้นี่เองเมื่อเห็นว่ามีบุคคลในรัฐบาลบางคนพยายามอย่างยิ่งที่จะเอาอาชีพของคนไทยไปให้ต่างชาติ​ ซึ่งจะสร้างความเสียหายให้คนในชาติ เราจึงต้องออกมาคัดค้าน

     นายอัมรินทร์​ คอมันตร์​ ประธานชมรมพิทักษ์ไทย​ ยืนยันว่า​ "องค์กรนี้ไม่ได้สังกัด​ หรือเกี่ยวข้อง​ หรือไมได้รับเงินจากพรรคการเมืองหรือจากบุคคลกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดทั้งสิ้น​ เป็นการกระทำจากจิตใจของคนที่มีจิตสำนึกในความเป็นคนไทยอย่างแท้จริง

     ส่วนที่บอกว่าเป็นการลุกขึ้นมาปกป้องผลประโยชน์ทางธุรกิจนั้น ส่วนหนึ่งยอมรับว่าใช่ แต่ที่สำคัญคือคนที่เขาลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิประโยซน์ของเขานั้นเป็นใคร เป็นคนไทยหรือเปล่า​ แล้วผลประโยชน์ของคนไทยเป็นผลประโยชน์ของประเทศชาติใช่หรือไม่​ คนไทยไม่มีสิทธิที่จะลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิประโยชน์ของตนเองหรือ การที่คนไทยลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิประโยชน์ตัวเองมันผิดตรงไหน  ชาติอื่นๆ​ ก็ปกป้องสิทธิประโยชน์ของตนเองทั้งนั้น​ แม้แต่อเมริกาเองก็มีมาตรการต่างๆอย่างจีเอสพี​ ก็เพื่อปกป้องสิทธิประโยชน์ของเขาเองทั้งนั้น แล้วคนที่จะเอาสิทธิประโยชน์ของคนในขาติไปไส่พานถวายให้ต่างชาติล่ะเป็นคนเลวหรือเปล่า​ ผมว่านั้นแหละตัวการที่เลวเลยแหละ

"มีบางคนพูดว่าต่างชาติหรือคนไทยลงทุนก็เหมือนกัน ทั้งๆ​ ที่ไม่ใช่ต่างชาติลงทุนได้กำไรก็ขนเงินกลับประเทศเขา  ทำไมไม่คิดที่จะส่งเสริมกิจการคนไทยให้มีความแข็งแกร่งขึ้น​ บ้านเมืองทุกว้นนี้กำลังจะถูกครอบง่า  แทนที่จะช่วยส่งเสริมผลประโยชน์ให้คนของตัวเอง​ กลับปล่อยให้คนอื่นเข้ามาฉกฉวยผลประโยชน์​ ถ้าปล่อยให้เขาเข้ามาแล้ว วันหน้าจะเอากลับคืนก็ไม่ได้"

     สำหรับเรื่องที่ทางการอ้างว่าอีก ๗ ปี​ ก็ต้องเปิดเสรีการค้าอยู่ดี เรื่องนี้หากรัฐบาลฉลาด​ ช่วงนี้ยิ่งควรต้องให้คนไทยแข่งขันกันเองให้แข็งแกร่งขึ้นมาก่อน ควรสนับสนุนเอกชนไทย​ พยายามกั้นไม่ให้ต่างชาติเข้ามาแย่ง​ ตอนนี้ให้ผู้บริโภค ให้ประชาชนคนไทยได้ประโยชน์สูงสุด​ สิ่งเหล่านี้รัฐบาลสามารถทำได้ ถ้าทำจริงๆ​ จังๆ​ กว่าจะถึง ๗ ปี​ ธุรกิจไทยแข็งแรงแล้ว มีความจำเป็นอะไรที่ด้องรืบเปิด อยากจะถามเหมือนกันว่า คนที่รีบแก้ไข​ ปว.๒๘๑ ได้ผลประโยซน์อะไรจากต่างชาติ??? 

      นายอัมรินทร์​ คอมันตร์​ ประธานชมรมพิทักษ์ไทย​ กล่าวต่อว่า​ "การแก้ไข ปว.๒๘๑ เพื่อเอื้อประโยชน์บางอย่างให้ต่างชาติ บอกตรงๆ​ เลยว่า​ ผู้บริหารประเทศคนไหนก็ตามที่เอาผลประโบชน์ของประชาชนและประเทศชาติไปยกให้ต่างชาติ​ ุคนพวกนี้มีความเลวทรามไม่น้อยไปกว่าคนที่บริหารประเทศแล้วโกงบ้านโกงเมือง มือย่างที่ไหนชาวต่างประเทศหรือหอการค้าต่างประเทศฉวยโอกาสที่ไทยประสบปัญหามาเรียกร้องสิทธิประโยชน์ พวกผู้บริหารบ้านเมืองที่ไม่มีกึ๋นก็พยายามเอาใจคนต่างชาติ​ ตรงนี้เป็นสิ่งที่ไม่มีผู้บริหารชาตีไหนเขายินยอม​ แต่บางคนในรัฐบาลจะทำ คนไทยทุกคนจึงต้องหาทางป้องกัน" 

      ส่วนกรณีที่รัฐบาลอ้างว่าการเปิดทางให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน​ จะช่วยให้ได้เม็ดเงินมาพื้นฟูเศรษฐกิจ คนที่พูดเช่นนั้นแสดงว่าไม่มีความรู้ความเข้าใจ เพราะประการแรกเรามืกฎหมายส่งเสริมการลงทุนอยู่แล้ว ให้แรงจูงใจมากมาย, ส่วน​ ปว.๒๘๑ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการลงทุน เป็นอาชีพ​ เป็นธุรกิจภาคบริการ​ ซึ่งการลงทุนไม่สูง​ คนที่เรียกร้องไม่ให้แก้ไข​ ปว.๒๘๑ เขาปกป้องสิทธิประโยชน์​ ไม่ได้ขัดขวางการลงทุนของต่างชาติ ซึ่งมีกฎหมายเอื้อให้อยู่แล้ว​ งานภาคบริการควรจะเก็บไว้ให้คนไทยไม่ได้หรืออย่างไร แล้วเรื่องชาตินิยมนั้นก็เป็นกันทั้งนั้น โดยเฉพาะอเมริกาที่ชาตินิยมมากที่สุด​ 

     อีกเรื่องหนึ่งที่น่าเป็นห่วงคือ​ การที่จะขายรัฐวิสาหกิจให้ต่างชาติ อ้างว่าเป็นการแปรรูป แปรรูปให้คนไทยก็ได้​ เพราะเป็นผลประโยชน์ของชาติ แล้วต่างชาติก็จ้องเอาแต่รัฐวิสาหกิจที่ดี ที่มีผลประโยชน์สูงๆ​ ทั้งนั้น ถ้าขายกันขนาดนี้รัฐบาลมีความสามารถหรือไม่ อยากให้คนที่เกี่ยวข้องในร้ฐวิสาหกิจ ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารหรือพนักงานออกมาแสดงความคิดเห็น​ ออกมาช่วยกันปกป้องทร้พย์สินแผ่นดินไทย​ อย่าไปขลาดกลัวนักการเมือง

      "อัมรินทร์ คอมันตร์" ​ประธานชมรมพิทักษ์ไทย​ กล่าวทิ้งท้าย​ว่า "ความเคลื่อนไหวของชมรม ก็จะเนันให้มีการสื่อให้สังคมรับรุู้ความจริง ให้มีการขยายความคิดกันออกมา​ เราจะเน้นเรื่องการทำประชาพิจารณ์ด้วย เพื่อให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็น​ และได้รู้ว่านักการเมืองบางคนทำอะไรอยู่"

​     มีหลายคนมักจะถามผมว่า คนไทย-คนต่างชาติ มาหากินในเมืองไทย มันต่างกันอย่างไร? ผมมักจะบอกว่า คนไทยทํามาหากิน คนไทยก็ได้รายได้มาสร้างความเข้มแข็งให้แก่ครอบครัว สังคม ประเทศชาติ ต่างชาติมาทํากิน เขาก็ขนรายได้กลับสู่ประเทศเขา ไปสร้างความอยู่ดีกินดีให้แก่ ครอบครัว สังคม ประเทศชาติของเขา

​    คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่พร้อมที่จะเป็นประชาธิปไตยได้ ถ้ายังไม่รู้จักที่จะเลือกคนที่ซื่อสัตย์ รักษาสัจจะ ทําเพื่อประเทศชาติ ประชาชน​ และรักสถาบัน อย่างแท้จริง ส่วนใหญ่มีแต่พวกเข้ามาหลอกลวง ขายชาติ ขายแผ่นดินให้ต่างชาติ จากพฤติกรรมของการเลือกตั้งที่ผ่านๆ​ มา แม้กระทั่งการจัดตั้งรัฐบาล ทําให้คิดได้ว่า คนไทยยังไม่มีความพร้อมที่จะเป็นประชาธิปไตย ขืนปล่อยให้เป็นอย่างนี้ประเทศไทยคงไม่เหลือ คงเหลือแต่ประชาธิปตาย​


วันศุกร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569

“มหาสงกรานต์ย่านสยาม 2569” (SIAM SONGKRAN FESTIVAL 2026)

“มหาสงกรานต์ย่านสยาม 2569” 

(SIAM SONGKRAN FESTIVAL 2026)

3 พันธมิตรผนึกกำลัง ยกระดับ “ย่านสยาม” สู่แลนด์มาร์คสงกรานต์ระดับโลก

      ปรากฏการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ของย่านสยามกำลังจะเกิดขึ้น เมื่อสำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (PMCU) ในฐานะผู้พัฒนาและดูแลพื้นที่ใจกลางเมือง ผนึกกำลังกับพันธมิตรหลัก ได้แก่ กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ และ บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) ร่วมประกาศ “Big Move” เนรมิตย่านสยามสู่ศูนย์กลางการเฉลิมฉลองเทศกาลสงกรานต์ระดับโลก ในมหกรรม “มหาสงกรานต์ย่านสยาม 2569” (SIAM SONGKRAN FESTIVAL 2026) ระหว่างวันที่ 10–15 เมษายน 2569 ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานเขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร

      ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนบทบาทของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการเปิดพื้นที่ “สยาม–สามย่าน–บรรทัดทอง” ให้เป็นพื้นที่ของทุกคน พร้อมยกระดับสู่ Global Songkran Landmark ที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมไทยเข้ากับไลฟ์สไตล์ร่วมสมัยและความบันเทิงระดับนานาชาติ คาดว่าจะดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาตินับล้านคน และสร้างแรงกระตุ้นทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ

     ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “ภารกิจของจุฬาฯ และ PMCU คือการมอบพื้นที่ใจกลางเมืองอย่างสยาม สามย่าน และบรรทัดทอง ให้เป็นพื้นที่สำหรับคนไทยทุกคน และในเทศกาลสงกรานต์นี้ งานเล่นน้ำที่จัดขึ้นในทุกพื้นที่ที่เราดูแล จึงออกแบบให้ตอบโจทย์คนทุกเพศทุกวัย ทั้งความสนุก ความปลอดภัย และกิจกรรมที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเล่นน้ำรูปแบบใหม่ คอนเสิร์ต สตรีทฟู้ด หรือพื้นที่พักผ่อน เราตั้งใจให้ทุกตารางนิ้วของพื้นที่เป็นประสบการณ์ที่ทุกคนเข้าถึงและมีความสุขร่วมกันได้”ภายใต้แนวคิดดังกล่าว PMCU ได้เนรมิตพื้นที่ สยามสแควร์–บรรทัดทอง–สามย่าน ให้เป็น“สงกรานต์สแควร์” ผ่าน 3 โซนหลัก 

 • สยามสแควร์วอล์คกิ้งสตรีท และสยามสแควร์วัน กับงาน “สงกรานต์สยาม 69” ในคอนเซ็ปต์ Waterland สวนน้ำกลางสยาม เต็มไปด้วยเครื่องเล่นน้ำขนาดใหญ่ พร้อมกิจกรรมวัฒนธรรมไทยและคอนเสิร์ต ในบรรยากาศปลอดภัยไร้แอลกอฮอล์ (12–15 เม.ย. 2569)  

• บรรทัดทอง “Water Street” โซนสตรีทฟู้ดระดับโลกที่ผสานความสนุกของคนรุ่นใหม่ ทั้ง Random Dance อุโมงค์น้ำ และคอนเสิร์ตตลอด 3 วัน (12–14 เม.ย. 2569)

• Chamchuri Beach Club ลานหน้าจามจุรีสแควร์ บีชคลับกลางเมืองสำหรับสายชิล พร้อมสระน้ำ ดนตรีสด และเวิร์กชอป (11–16 เม.ย. 2569)

     การผนึกกำลังเพื่อยกระดับ Soft Power ไทย ผ่าน 7 พื้นที่ 7 ประสบการณ์ความร่วมมือครั้งนี้เชื่อมต่อแลนด์มาร์คสำคัญของย่านสยามอย่างไร้รอยต่อ ตั้งแต่ สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ สู่สยามสแควร์ สยามสเคป จามจุรีสแควร์ บรรทัดทอง และเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ พร้อม Curated Experiences ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์

     คุณธณพร ตันติยานนท์ กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจศูนย์การค้า ONESIAM กล่าวว่า “สยามพิวรรธน์มุ่งมั่นสร้างปรากฏการณ์ระดับโลกอย่างต่อเนื่อง ปีนี้เราพร้อมยกระดับสงกรานต์ไทยสู่ World-class Experience ผ่านการผสานอัตลักษณ์ไทยเข้ากับไลฟ์สไตล์ร่วมสมัย นวัตกรรม และแฟชั่นระดับโลก เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพจากทั่วโลก” ไฮไลท์ในกลุ่ม ONESIAM 

• สยามพารากอน กับ “SIAM PARAGON SUMMERBEATS MUSIC FEST 2026” มิวสิคเฟสระดับโลกจากศิลปินกว่า 150 ชีวิต

• สยามเซ็นเตอร์ กับ “SIAM CENTER x Jolly Bears: THE SUMMER CARNIVAL” คาร์นิวัลสุด ครีเอทีฟ

• สยามดิสคัฟเวอรี่ กับ “The Summer Exploratorium” พื้นที่ทดลองไลฟ์สไตล์และแรงบันดาลใจใหม่

     คุณศตกมล วรกุล ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ มุ่งสร้างประสบการณ์ที่ผสานการช้อปปิ้ง ไลฟ์สไตล์ และวัฒนธรรมไทยไว้ในจุดหมายเดียว พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก”โดยจัดงาน “MBK Songkran Thai Cultural Celebration 2026” นำเสนอการแสดงโขนและมวยไทย พร้อมโปรโมชันพิเศษตลอดเทศกาล คาด Traffic ทะลุล้าน สร้างแรงกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่

      การผนึกกำลังของทั้ง 3 องค์กร ครอบคลุมพื้นที่กว่า 2,000,000 ตารางเมตร รวมผู้ประกอบการกว่า 10,000 ราย คาดว่าจะเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวไม่น้อยกว่า 40% และสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนจำนวนมหาศาลในช่วงสงกรานต์นอกจากนี้ ยังมีการบริหารจัดการด้านความปลอดภัย การจราจร และสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ย่านสยามเป็นพื้นที่เฉลิมฉลองที่ทั้งสนุก คึกคัก และอุ่นใจสำหรับทุกคนร่วมสัมผัสปรากฏการณ์สงกรานต์ครั้งยิ่งใหญ่ที่ “จุฬาฯ และพันธมิตร” ตั้งใจสร้างให้เป็นหมุดหมายระดับโลก ในงาน “มหาสงกรานต์ย่านสยาม 2569” ระหว่างวันที่ 10–15 เมษายน 2569


วันพุธที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569

พิธีบวงสรวงถวายเครื่องสักการะ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ณ วงเวียนใหญ่

พิธีบวงสรวงถวายเครื่องสักการะ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช 

ณ วงเวียนใหญ่ กรุงเทพมหานคร






      "สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช" พระองค์คือศูนย์รวมจิตใจของพสกนิกรชาวไทย เป็นบุคคลสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ชาติไทย ทรงเป็นความหวังในยุคที่บ้านเมืองวุ่นวาย พระองค์ทรงกอบกู้เอกราช​ นำความสงบสุข​ ความร่มเย็นมาสู่บ้านเมือง







      คณะจัดงานจึงได้ดำเนินการจ้ด​ "พิธีสักการะบวงสรวงถวายราชสักการะสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช" โดยให้พันตำรวจเอก ยศเอก รักษาสุวรรณ​ รองผู้บังคับการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ๒ (รอง ผบก.ตม.๒) เป็นผู้นำในการประกอบพิธีอันศักดิ์สิทธิ์นี้



       เมื่อวันอังคารที่ ๓๑ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙​ ฤกษ์เวลา ๐๖.๓๙ น. ณ บริเวณพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช วงเวียนใหญ่​ กรุงเทพมหานคร​ พันตำรวจเอก ยศเอก รักษาสุวรรณ​ รองผู้บังคับการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ๒ (รอง ผบก.ตม.๒) เป็นประธานในการประกอบพิธีสักการะบวงสรวงถวายราชสักการะสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช​ เพื่อเทิตพระเกียรติ และน้อมรำสึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช​ และได้รับเกียรติจาก​ ท่านผู้หญิงฉัตรแก้ว นันทาภิวัฒน์​ เป็นประธานจุดเทียนเอก​ โดยมีคุณอาสมาน คุณากรไพบูลย์, คุณดวงเดือน จิไธสงค์​ รองอันดับ 1 นางสาวไทย ปี 2530, คุณสิริรัตน์ เรืองศรี​ Miss Thailand​ World​ 2010, คุณเพ็ญนภา พุกโฉมงาม​ ธิดาผ้าหมี่ขิด​ ปี​ 2542, คุณธัญพร ศรีเสน Miss Supranational Thailand 2013, คุณสุภมาส คงวิวัฒนากุล​ เจ้าของร้านกล่องแสนศุข​ จ.ชลบุรี, ศ.​(พิเศษ)​ดร.ประกาศิต​ สุวรรณนศิษฐ์ หัวหน้าพรรคพลังไทยใหม่และประธานสมาคมด้านการค้ามนุษย์สากล ​พร้อมด้วยแขกผู้มีเกียรติจำนวนมาก​ ร่วมในพิธี




       ภายในพิธีบวงสรวงถวายเครื่องสักการะสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช​ ได้จัดให้มีการสนทนาเทศนาธรรม​ และ​การรำถวายแด่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชด้วย


จุฬาฯ ผนึกกำลังภาครัฐ-เอกชน “ฝ่าวิกฤติพลังงานไทยด้วยพลังงานหมุนเวียน” หนุนนโยบายพลังงานยั่งยืนผ่านงานวิจัยที่แข็งแกร่ง

จุฬาฯ ผนึกกำลังภาครัฐ-เอกชน “ฝ่าวิกฤติ พลังงานไทยด้วยพลังงานหมุนเวียน” หนุนนโยบายพลังงานยั่งยืนผ่านงานวิจัยที่แข็งแกร่ง    วิทยาลัยปิโตรเลีย...