วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ศูนย์ “กันก่อนท่วม” จุฬาฯ เปิดเวที Water Economy ชี้ ‘น้ำ’ ตัวแปรชี้ชะตาเศรษฐกิจ

ศูนย์ “กันก่อนท่วม” จุฬาฯ เปิดเวที Water Economy ชี้ ‘น้ำ’ ตัวแปรชี้ชะตาเศรษฐกิจไทย

เสนอไทยหยุดสูญเสียซ้ำซาก เร่งพลิกวิกฤตน้ำ สร้างโอกาสเศรษฐกิจ รับมือโลกผันผวน

      ศูนย์ “กันก่อนท่วม” (Water Resilience Center) เปิดเวที Water Resilience Forum 2/2026 ภายใต้หัวข้อ “Water Economy: พลิกน้ำ สร้างชาติชี้ไทยเผชิญทั้งภัยแล้งและน้ำท่วมจากอากาศแปรปรวน (Climate Change) สร้างความสูญเสียซ้ำซาก กด GDP ลดลงต่อเนื่อง ชวนเปลี่ยนมุมมองใหม่ น้ำไม่ใช่แค่ภัยพิบัติ แต่เป็น “โจทย์เศรษฐกิจของประเทศ” ถ้าบริหารดีสร้างมูลค่า บริหารพลาด สูญเสียมหาศาล ระดมความร่วมมือ จัดการน้ำเชิงรุก เปลี่ยนความเสี่ยงน้ำเป็นโอกาสเศรษฐกิจ พลิกจากรอดสู่รวย ด้วย 3 ข้อเสนอ 

1. ยกระดับการแก้ไขปัญหาวิกฤตน้ำเป็น "วาระแห่งชาติ": ปรับโครงสร้างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหาร จัดการน้ำให้เป็นเอกภาพและบูรณาการร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2. สร้าง “Water Smart Community”: สนับสนุนชุมชนและภาคประชาสังคมให้มีองค์ความรู้และบริหาร จัดการน้ำได้เอง 

3. ลงทุนระบบข้อมูลน้ำแห่งชาติ (National Water Data Platform): ใช้ Real-time Data เพื่อคาดการณ์ เตือนภัย และวางแผนเชิงรุก

      ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญ “สภาพอากาศสุดขั้ว” ทั้งน้ำท่วมและภัยแล้ง ซึ่งส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และค่าครองชีพของประชาชน ความเสียหายจากมหาอุทกภัยปี 2554 สูงถึง 1.43 ล้านล้านบาท หลังจากนั้น ในปี 2555 - 2556 เป็น 2 ปีติดต่อกันที่ประเทศไทยประสบภัยแล้ง เสียหายประมาณ 30,000 ล้านบาท “ประเทศไทยสูญเสียให้กับน้ำทุกปี ไม่ว่าจะแล้งหรือท่วม หากยังแก้แบบเดิม เราจะสูญเสียซ้ำไปเรื่อย ๆ จึงผลักดันแนวคิด Water Economy เพื่อเปลี่ยนน้ำจากความเสี่ยง เป็นสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ ด้วยความร่วมมือของศูนย์ “กันก่อนท่วม” (Water Resilience Center) คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับพันธมิตรระดับโลก และภาคเอกชนหลายแห่ง พร้อมประสานความร่วมมือทุกภาคส่วน เน้นการบริหารจัดการเชิงรุกด้วยข้อมูล วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรม เพื่อพลิกวิกฤตน้ำให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ”

      รองศาสตราจารย์ ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และประธานคณะกรรมการศูนย์ “กันก่อนท่วม” (Water Resilience Center) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ทรัพยากรน้ำไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่ ไม่ต่างจากพลังงาน ดิจิทัล หรือระบบโลจิสติกส์ โดยปัจจุบันทรัพยากรน้ำเกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนโครงสร้างเศรษฐกิจมูลค่ากว่า 17 ล้าน ล้านบาทของประเทศไทย ทั้งนี้ ประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงจากความผันผวนของสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น ทั้ง ปรากฏการณ์เอลนีโญ ภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง และอุทกภัยรุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจ สังคม และความ เชื่อมั่นในการลงทุน โดยบทเรียนจากมหาอุทกภัยปี 2554 แสดงให้เห็นว่าความเสียหายสามารถส่งผลให้ GDP ของ ประเทศลดลงได้ถึงร้อยละ 2.5 ขณะที่ความเสี่ยงในอนาคตมีแนวโน้มรุนแรงและถี่ขึ้นจาก Climate Extremes

      จึงขอเชิญชวนทุกท่านเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับน้ำจากภัยพิบัติสู่ “สินทรัพย์ทาง เศรษฐกิจ” ตามแนวคิด Water Economy ที่มองน้ำเป็น “เหรียญสองด้าน” ของระบบเศรษฐกิจ ในด้านหนึ่ง น้ำคือ “ตัวคูณทางเศรษฐกิจ” (Economic Generator) ที่สนับสนุนภาคเกษตร อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว สุขภาพ และ คุณภาพชีวิต แต่ในอีกด้านหนึ่ง หากขาดการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ น้ำจะกลายเป็น “ตัวฉุดรั้งเศรษฐกิจ” (Economic Disruptor) ที่สร้างความเสียหายต่อธุรกิจ การผลิต และกลุ่มเปราะบางในสังคม

“โจทย์สำคัญของประเทศไทยจึงไม่ใช่เพียงการรับมือภัยแล้งหรือน้ำท่วมเฉพาะหน้า แต่คือการยกระดับระบบ เศรษฐกิจให้มีความยืดหยุ่นต่อความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ (Climate Resilience Economy) ผ่านการลงทุนที่ถูกที่ ถูกเวลา และขับเคลื่อนด้วยข้อมูล วิทยาศาสตร์ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ศูนย์ “กันก่อนท่วม” (Water Resilience Center) เป็นแพลตฟอร์มกลางทางวิชาการที่เป็นมิตรและเป็นกลาง ทำหน้าที่สังเคราะห์ข้อมูล พัฒนาองค์ ความรู้ และสื่อสารความเสี่ยงด้านน้ำเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย โดยร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก อาทิ เนเธอร์แลนด์ญี่ปุ่น และภาคเอกชน เพื่อผลักดันแนวคิด Water Economy และเปลี่ยน “ความเสี่ยงด้านน้ำ” ให้เป็น “โอกาสทางเศรษฐกิจ” ของประเทศในระยะยาว”

       นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวในหัวข้อ “พลิกนโยบายน้ำ สร้าง เศรษฐกิจ”ว่า ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และน้ำเสีย เป็นปัญหาซ้ำซากที่กระทบต่อวิถีชีวิตประชาชนและเศรษฐกิจ สทนช. ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้เป็นเจ้าภาพบูรณาการหน่วยงานด้านน้ำเพื่อป้องกันภัยพิบัติ เพื่อยกระดับการขับเคลื่อนแก้ วิกฤตน้ำให้เป็น “วาระแห่งชาติ”อย่างมีเอกภาพ ลดความซ้ำซ้อน รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ สามารถรองรับการแก้ไขปัญหา น้ำได้อย่างทันท่วงที โดยเฉพาะการพยากรณ์อากาศให้มีความแม่นยำและการแจ้งเตือนภัยที่รวดเร็ว ซึ่งจะช่วยให้ ประชาชนรอดพ้นจากวิกฤตได้ทันท่วงที ทั้งนี้ สทนช. ได้เสนอมาตรการรับมือฤดูฝน แก้ภัยแล้ง และควบคุมคุณภาพน้ำ ขณะเดียวกันได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่ นอกเขตชลประทาน เพื่อเตรียมจัดหาน้ำอุปโภคบริโภคและการเกษตรช่วยเหลือไม่ให้เกิดผลกระทบ ล่าสุด ครม.มีมติ เห็นชอบการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัดครบทั้ง 76 จังหวัด

“ผมรู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ศูนย์กันก่อนท่วม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นภาคการศึกษาที่มีองค์ความรู้และ เทคโนโลยี รวมทั้งภาคเอกชนหลายแห่งที่เห็นความสำคัญของวิกฤตน้ำ อาสามาร่วมบูรณาการกับ สทนช. เชื่อว่าจะช่วย ยกระดับการแก้ภัยแล้ง น้ำท่วมได้ครอบคลุมทุกภาคส่วนอย่างเป็นระบบ ช่วยลดผลกระทบต่อปากท้องของประชาชน นำไปสู่การเตรียมการล่วงหน้า เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่เข้มแข็งยั่งยืนร่วมกัน”

      นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส ที่ปรึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ และรองประธานคณะกรรมการศูนย์ “กันก่อนท่วม” จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในช่วงสรุป “Water Economy: พลิกน้ำ เปลี่ยนชะตาประเทศไทย” ว่า ประเทศไทย กำลังเข้าสู่ยุคที่ ‘น้ำ’ ไม่ใช่เรื่องฤดูกาล แต่คือความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา โดยชี้ว่า ภายใต้ภาวะเอลนีโญ และ Climate Change ประเทศไทยต้องเผชิญทั้งภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง และน้ำแปรปรวนรุนแรงขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อ ภาคเกษตร อุตสาหกรรม และค่าครองชีพของประชาชน ขณะที่รัฐยังต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการเยียวยาซ้ำซาก ทุกปีแต่ยังไม่ได้ลงทุนเพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

      การขับเคลื่อนแนวคิด Water Economy สู่การปฏิบัติให้ประสบความสำเร็จนั้น ประเทศไทยมีต้นแบบที่พิสูจน์ แล้วว่าสามารถ “พลิกน้ำเป็นโอกาส” ลดความสูญเสียและสร้างเศรษฐกิจได้จริงในระดับพื้นที่ เช่น จังหวัดกาญจนบุรีที่ใช้ การบริหารจัดการเขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณ ร่วมกับระบบกระจายน้ำแบบ “ก้างปลา” และ “แก้มลิง ธรรมชาติ” เพื่อลดแรงมวลน้ำก่อนเข้าสู่พื้นที่เศรษฐกิจ ขณะที่ในระดับโลก โครงการขนาดใหญ่ เช่น เขื่อนสามผา (Three Gorges Dam) ของจีน แสดงให้เห็นว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำสามารถปกป้องพื้นที่เศรษฐกิจขนาดใหญ่ และ สร้างเสถียรภาพให้กับประเทศในระยะยาว อย่างไรก็ตาม จุดท้าทายสำคัญของไทยคือ “การขาดการเชื่อมต่อจากโมเดล พื้นที่สู่ระดับประเทศ” ทำให้ศักยภาพที่มีอยู่ยังไม่ถูกขยายผลอย่างเต็มที่ 

     นายรุ่งโรจน์​ รังสิโยภาส​ กล่าวว่า ศูนย์ “กันก่อนท่วม” และภาคเอกชน พร้อมสนับสนุนการขับเคลื่อน Water Economy ผ่าน 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่ 

1. ยกระดับ ‘วิกฤตน้ำ’ เป็นวาระแห่งชาติอย่างแท้จริง ปรับโครงสร้างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำให้เป็นเอกภาพและบูรณาการร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

2. สร้าง “Water Smart Community” สนับสนุนชุมชนและภาคประชาสังคมให้มีองค์ความรู้และบริหารจัดการน้ำเองได้ 

3. ลงทุนระบบข้อมูลน้ำแห่งชาติ (National Water Data Platform) ใช้ Real-time Data เพื่อคาดการณ์ เตือนภัย และวางแผนเชิงรุก

      สำหรับการเสวนาหัวข้อ “Designing Resilience: พลิกการออกแบบเมือง อยู่กับน้ำอย่างชาญฉลาด”ศาสตราจารย์มิโฮ มาซูเรียว (Prof. Miho Mazereeuw) ผู้อำนวยการ MIT Climate Mission และผู้อำนวยการ Urban Risk Lab และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรายุทธ ทรัพย์สุข คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้นำเสนอกรณีศึกษาการออกแบบอาคารและพื้นที่ต้นแบบที่สามารถรับมืออุทกภัย ใช้งานได้ในช่วงเกิดภัย พิบัติ และทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของชุมชน โดยศาสตราจารย์มิโฮ ถ่ายทอดตัวอย่างจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งสะท้อนแนวคิด การออกแบบ “หนึ่งได้สอง” (dualuse design) ที่เชื่อมโยงการป้องกันภัยพิบัติกับบริบทเศรษฐกิจน้ำ และให้ ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชน ขณะที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรายุทธสะท้อนความเปราะบางของเมืองไทยจากรูปแบบการพัฒนาในอดีต พร้อมชี้ให้เห็นบทบาทของสถาปัตยกรรมเชิงยืดหยุ่นในการฟื้นฟูชุมชน ลดความเสี่ยง และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมในระยะยาว

      นายประเชิญ คนเทศ ผู้จัดการมูลนิธิลุ่มน้ำท่าจีนนครปฐม กล่าวว่า พื้นที่นครปฐมเคยเผชิญวิกฤตน้ำซ้ำซาก ทั้ง น้ำท่วม น้ำแล้ง น้ำเสีย และการบริหารจัดการที่ “ต่างคนต่างทำ” ส่งผลให้ปัญหาของพื้นที่หนึ่ง ไปซ้ำเติมอีกพื้นที่หนึ่งไม่ จบสิ้น จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อปี 2566 กระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ริเริ่มให้ชุมชนใช้ผังภูมิสังคม (Geo-Social Map) มาใช้เป็นฐานข้อมูลกลาง บูรณาการข้อมูลภูมิศาสตร์และข้อมูลชุมชน ทำให้สามารถวางแผนจัดการน้ำได้ทั้งระบบ ครอบคลุมทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง และคุณภาพน้ำ 

“จากฐานข้อมูลที่พัฒนาขึ้น นำไปสู่โจทย์สำคัญของชุมชนว่า จะต่อยอดแหล่งน้ำให้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ อย่างไร ทั้งในภาคเกษตร อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว จึงขับเคลื่อนผ่าน “โครงการวิจัย” ที่ทำหน้าที่เป็น “พื้นที่กลาง” เชื่อมภาครัฐ ภาคเอกชน ท้องถิ่น และภาคประชาสังคม เข้ามาร่วมวางแผนอนาคตบนข้อมูลชุดเดียวกัน เช่น ระบบเตือนภัยที่ทุกคนเข้าถึงได้ทำให้นครปฐมรับมือมวลน้ำได้โดยไม่กระทบวงกว้าง หลังจากนั้นเริ่ม “พลิกน้ำเป็น รายได้” จาก “รอด” สู่“รวย” หลังจากมหาอุทกภัยปี 2554 เกษตรกรที่นครปฐม แทบหมดตัว ไม่มีรายได้ ปัจจุบันเฉพาะ สวนส้มโอ ปีนี้มีผลผลิตเกือบ 6,000 ตัน มูลค่าสูงถึง 1,500 ล้านบาท เฉลี่ยครอบครัวละ 1 ล้านบาท นอกจากนี้ภาคบริการ ท่องเที่ยว ก็ทำรายได้สู่ท้องถิ่นได้ดีชุมชนนครปฐมบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบและเชื่อมโยงระหว่างพื้นที่ ปีที่ผ่านมา สวนส้มโอไม่เสียหายจากน้ำท่วมเลย พิสูจน์แล้วว่าการจัดการน้ำที่ดี สร้างเศรษฐกิจชุมชนในระยะยาว”

       นายวรสถิตย์ บัวแดง ต้นกล้าชุมชน มูลนิธิเอสซีจี สะท้อนจากประสบการณ์ลงพื้นที่ช่วยน้ำท่วม ในภาคเหนือว่า น้ำท่วมไม่ใช่แค่ภัยธรรมชาติ แต่มันพรากชีวิตและอนาคตของคนจำนวนมาก เรายังรับมือแบบคลำทาง ในช่วงวิกฤต ชุมชนจำนวนมากยังขาดข้อมูลพื้นฐานสำคัญ เช่น พื้นที่เสี่ยง จุดปลอดภัย หรือกลุ่มเปราะบาง ทำให้การช่วยเหลือไม่ตรงจุด พร้อมเสนอ 3 แนวทางเร่งด่วนเพื่อ “ติดอาวุธให้ชุมชน” เพื่อความมั่นคงของชีวิตและเศรษฐกิจในระยะยาว” ได้แก่ 

• สร้าง Geo-Social Map ให้ชุมชนรู้พื้นที่และความเสี่ยงของตัวเอง 

• พัฒนา อาสาสมัครภัยพิบัติในชุมชน ให้พร้อมรับมือทันที 

• ใช้เทคโนโลยีและระบบเตือนภัยที่แม่นยำ เปลี่ยนความตระหนกเป็นตระหนัก

      ด้านเยาวชนไทย นายกิตตินันท์ สงคำ และ นายณฐนนท์ เขื่อนทา ทีมพัฒนา AI “น้องเฝ้าน้ำ” ผู้ชนะเลิศในโครงการ กล้าใหม่ใฝ่รู้ SCB Challenge ปี 2568 เปิดเผยว่า แรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์ น้ำท่วมใหญ่ใน จังหวัดเชียงราย ที่สร้างความเสียหายอย่างหนัก จึงพัฒนาระบบ AI คาดการณ์น้ำ โดยใช้ข้อมูลระดับน้ำแบบเรียลไทม์ วิเคราะห์แนวโน้มล่วงหน้า สามารถติดตามระดับน้ำตลอด 24 ชั่วโมง และแจ้งเตือนผ่าน เว็บไซต์ SmartFlood AI และ AI LINE Chatbot “น้องเฝ้าน้ำ” ให้คน ‘รู้ก่อน’ จะได้ ‘รอดก่อน’ ช่วยให้ชุมชนเตรียมรับมือได้ทันท่วงที ลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น

      เวที Water Resilience Forum 2/2026 สะท้อนชัดว่า การแก้ปัญหาน้ำไม่ใช่หน้าที่ของภาครัฐเพียง ฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน ตั้งแต่ชุมชน ภูมิปัญญาท้องถิ่น เทคโนโลยี ภาคการศึกษา ภาคเอกชน ไปจนถึงนโยบายระดับประเทศ เมื่อข้อมูลวิทยาศาสตร์ และคนในพื้นที่ทำงานร่วมกัน ประเทศไทย จะสามารถ “พลิกน้ำ สร้างชาติ” ได้อย่างแท้จริง


วันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

จุฬาฯ​ เปิดพื้นที่สยาม จัดงาน “จุฬาฯ ห่วงใย แรงงานไทยแข็งแรง” ปีที่ 2​

จุฬาฯ​ เปิดพื้นที่สยาม จัดงาน “จุฬาฯ ห่วงใย แรงงานไทยแข็งแรง” ปีที่ 2​ 

รวมพลังเพื่อแรงงานไทยอย่างยิ่งใหญ่

ชูโมเดลเชื่อมโยงพลังคนอุดมศึกษา-แรงงาน เพื่อสังคมเข็มแข็งยั่งยืน


     จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ PMCU (สำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาฯ) จัดงาน “จุฬาฯ ห่วงใย แรงงานไทยแข็งแรง” เนื่องในวันแรงงานแห่งชาติ 2569 วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ณ​ สยามสแควร์ วอล์กกิ้งสตรีท โดยได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้ใช้แรงงานและประชาชนที่มาเข้ารับบริการอย่างคึกคักตั้งแต่เช้า โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมงานกว่า 8,000 คน

      โดยได้รับเกียรติจาก​ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา​ วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม  (อว.)​เป็นประธานเปิดงาน​ พร้อมด้วย​ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน​ ​โดยมี​ ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ นำทีมผู้บริหาร คณบดี ตัวแทนนิสิต คณาจารย์ และบุคลากรทางการแพทย์​ และพันธมิตรองค์กรต่างๆ​ ให้การต้อนรับ


     หลังจากเปิดงาน​ ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ ได้นำ​ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา​ วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม  (อว.)​ และ​ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเยี่ยมชมกิจกรรมบูธต่างๆ แในแต่ละโซน​ ทั้งโซนตรวจสุขภาพ การให้คำปรึกษาด้านสิทธิแรงงาน และโซนพัฒนาทักษะอาชีพ ซึ่งล้วนได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานจำนวนมากรพร้อมพบปะแรงงาน​และประชาชนที่มาร่วมงาน​

      ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวว่า การจัดงาน​ “จุฬาฯ ห่วงใย แรงงานไทยแข็งแรง”​ ในครั้งนี้​ เป็นการเดินหน้าพันธกิจในการขับเคลื่อน และช่วยเหลือสังคม รวมพลังนิสิต อาจารย์ พยาบาล แพทย์ และเครือข่ายพันธมิตรทั้งโรงพยาบาล และบริษัทเอกชน ยกพื้นที่สยามสแควร์ 1 วันให้แรงงานมาใช้​สิทธรับบริการด้านสุขภาพที่ครบวงจร จากคณะสายสุขภาพของจุฬาฯ ที่รวมพลังกับโรงพยาบาลศรีสวรรค์ โรงพยาบาลพญาไท โรงพยาบาลบีเอ็นเอช และโรงพยาบาลเซ็นต์หลุยส์ ที่ยกทัพมาให้บริการเจาะเลือดเพื่อคัดกรองความเสี่ยงของโรคต่างๆ รวมถึงการให้บริการตรวจสุขภาพช่องปาก สอนการตรวจมะเร็งเต้านม คัดกรองมะเร็งปากมดลูก ตรวจความแข็งแรงของกระดูก และทดสอบสมรรถภาพร่างกาย ตลอดจนให้คำปรึกษาด้านสุขภาพ ยา และอาหารตลอดทั้งวัน​ รวมทั้งกิจกรรมความบันเทิง สนุกสนาน โดยปีนี้จุฬาฯ​ ได้ร่วมงานกับพันธมิตรสำคัญอย่างช่อง​ 7HD และ GMM Grammy ที่ส่งศิลปิน​ เต๋า ทัศนัย และ J JAZZSPER มาร่วมสร้างความสนุก, การแสดงดนตรีวง “สามย่าน” จากสาขาวิชาดนตรีศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, การแสดงร้องเพลงจาก บี กมลาสน์, ปอย ภานุรัจน์ และโหน ธนากร ศิลปินสังกัด​ช่อง7HD และคอนเสิร์ตจาก แบงค์ เส้นเล็ก ศิลปินค่าย TMG Record ให้แรงงานและประชาชนทั่วไปได้มาเติมพลังทั้งร่างกาย และจิตใจ 

     ในโอกาสนี้ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษาฯ และนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้กล่าวชื่นชมการจัดงานของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในครั้งนี้ว่า​ เป็นตัวอย่างของการเชื่อมโยงระหว่างภาคการศึกษาและภาคแรงงานออกมาได้อย่างเป็นรูปธรรม สามารถนำองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยมาสร้างประโยชน์ให้กับแรงงานในสังคมได้จริง

      โดย​ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษาฯ​ กล่าวว่า​ “รูปแบบการจัดงานในลักษณะนี้ ถือเป็นโมเดลที่น่าสนใจในการขยายผลจากจุฬาฯ ในพื้นที่สยามสแควร์ไปสู่พื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้สถาบันอุดมศึกษาได้เข้ามามีบทบาทในการดูแลและยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงานและคนไทยได้มากยิ่งขึ้น นอกจากแรงงานจะได้รับบริการที่จำเป็นแล้ว ยังเป็นโอกาสสำคัญที่นิสิต นักศึกษาจะได้เรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงระหว่างโลกการศึกษาและโลกการทำงานได้อย่างชัดเจน”

      ด้าน​ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน​ กล่าวตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นตั้งใจในการดูแลแรงงานทุกคนว่า “การจัดงานในครั้งนี้ เป็นงานที่ตอบโจทย์กระทรวงแรงงานที่อยากพัฒนาแรงงานของประเทศ ให้มีความเข็มแข็ง ไม่ใช่แค่ด้านร่างกายเท่านั้น แต่ยังต้องมีสุขภาวะจิตใจที่เข้มแข็ง รับมือกับความเครียด ความกดดัน สามารถทำงานได้อย่างมีความสุข มีสวัสดิการที่ดี และที่สำคัญมีความรู้ความสามารถที่ทันโลก อยากขอบคุณนิสิต อาจารย์ พยาบาล คุณหมอและทีมงานทุกๆ​ คนที่สละเวลามาดูแลแรงงานในวันนี้”



    ​ ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวต่อว่า​"การลงพื้นที่ของริงนายกรัฐมนตรี​และรัฐมนตรีทั้งสองท่านในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะบูรณาการ เชื่อมโยงศาสตร์ และทรัพยากรของทั้งสองกระทรวง ให้สามารถแลกเปลี่ยน สนับสนุน และช่วยเหลือซึ่งกันกัน ทำให้เกิดการเดินหน้าขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน"



     การจัดงาน​ “จุฬาฯ ห่วงใย แรงงานไทยแข็งแรง”  จึงไม่เพียงเป็นกิจกรรมในวันแรงงาน​เท่านั้น​แต่เป็นความตั้งใจของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่อยากแสดงพลังของมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะนิสิต นักศึกษาที่จะจบไปเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ เป็นการเปิดเวทีให้นิสิตได้ลงมือทำงานจริง สามารถเชื่อมโยงนวัตกรรม องค์ความรู้ที่เรียนมา ไปสร้างประโยชน์คืนให้กับสังคมและประเทศชาติได้อย่างเต็มที่

     ปีนี้นับเป็นปีที่ 2 ที่จุฬาฯ เดินหน้าสานต่อแนวคิดในการสร้างสรรค์พื้นที่สยามสแควร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ใจกลางเมืองภายใต้การดูแลของ PMCU หรือสำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาฯ ให้เป็นมากกว่าพื้นที่ในเชิงพาณิชย์ แต่ยังเป็นพื้นที่สำหรับโอกาสของคนไทยทุกๆ​ คน โดยฉพาะกลุ่มคนผู้ใช้แรงงาน ที่เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศชาติ การดูแลสุขภาพ และยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับแรงงาน จึงเป็นภารกิจที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมไทยให้เดินไปข้างหน้าได้อย่างเข้มแข็ง  

 

     







วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

จุฬาฯ ผนึกกำลังภาครัฐ-เอกชน “ฝ่าวิกฤติพลังงานไทยด้วยพลังงานหมุนเวียน” หนุนนโยบายพลังงานยั่งยืนผ่านงานวิจัยที่แข็งแกร่ง

จุฬาฯ ผนึกกำลังภาครัฐ-เอกชน “ฝ่าวิกฤติพลังงานไทยด้วยพลังงานหมุนเวียน”

หนุนนโยบายพลังงานยั่งยืนผ่านงานวิจัยที่แข็งแกร่ง

  วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาฯ ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ และ Biorefinery Hub of Knowledge ภายใต้สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดงานเสวนาวิชาการหัวข้อ “ฝ่าวิกฤตพลังงานไทยด้วยพลังงานหมุนเวียน: โอกาสหรือภาพลวง?” เพื่อวิเคราะห์เจาะลึกสถานการณ์พลังงานและศักยภาพของพลังงานสะอาดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย  โดยมีนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์​ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน​ ​เป็นประธานกล่าวเปิดงานเสวนาวิชาการหัวข้อ​ "ฝ่าวิกฤติพลังงานไทย ด้วยพลังงานหมุนเวียน: โอกาสหรือภาพลวง?" และกล่าวปาฐกถาพิเศษ​ โดยศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร​ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวต้อนรับ​ และศาสตราจารย์ ดร.ปราโมช รังสรรค์วิจิตร​ คณบดีวิทยาลัยปีโตรเลียมและปิโตรเคมี กล่าวรายงาน​​ ณ ห้อง 105 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย​ ​เมื่อวันที่​ 1 พฤษภาคม 2569

     ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเน้นย้ำถึงบทบาทของสถาบันการศึกษาในการเป็นเวทีกลางเพื่อขับเคลื่อนสังคม “จุฬาฯ มุ่งมั่นในการสร้างคนที่มีวิสัยทัศน์และสร้างงานวิจัยที่มีคุณภาพ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศสู่ความยั่งยืน การเสวนาครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความเข้าใจ และนำไปสู่การพัฒนาความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทยในระยะยาว”

     ในโอกาสนี้ คุณเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้แสดงปาฐกถาพิเศษ​กล่าวถึงทิศทางนโยบายพลังงานของประเทศว่า รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการแก้ไขปัญหาพลังงานและส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ “การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดไม่ใช่เพียงแค่ทางเลือก แต่คือทางรอดของเศรษฐกิจไทยที่เราต้องร่วมมือกันทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืน”

     ส่วนทางด้าน ศาสตราจารย์ ดร.ปราโมช รังสรรค์วิจิตร คณบดีวิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาฯ เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งต้นทุนพลังงานที่ผันผวนและความมั่นคงของระบบ การจัดงาน ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับศักยภาพและข้อจำกัดของพลังงานหมุนเวียนอย่างรอบด้าน เพื่อตอบโจทย์ว่าพลังงานสะอาดจะสามารถทดแทนพลังงานหลักและขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้จริงหรือไม่




    ภายในงานยังมีการเสวนาเรื่อง "ฝ่าวิกฤติพลังงานไทย ด้วยพลังงานหมุนเวียน:โอกาสหรือภาพลวง?" โดยได้รับเกียรติจากผู้แทนภาคภาครัฐและเอกชนร่วมการเสวนา ได้แก่​ ดร.เกษดา สุทธิอัมพร ผู้แทนอธิบดีกรมธุรกิจ, ดร.สราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน, นายนที สิทธิประศาสน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน​ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, นายศาณินทร์ ตริยานนท์ นายกสมาคมผู้ผลิตไบโอดีเซลไทย, นายกิตติศักดิ์ วัธนเวคิน นายกสมาคมการค้าผู้ผลิตเอทานอลไทย, ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล อดีตผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ, รศ.ดร.ศิริพร จงผาติวุฒิ รองคณบดีวิทยาลัยปิโตรเลียม​ ​และผู้ประสานงานภาคอุตสาหกรรม Biorefinery Hub of Knowledge​ ภายใต้สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี ในฐานะหน่วยงานการศึกษาที่มีหลักสูตรนานาชาติด้านเทคโนโลยีปิโตรเลียม และพลังงาน ยืนยันความพร้อมที่จะเป็นกลไกหลักในการผลิตบุคลากรและนวัตกรรมเพื่อสนับสนุนนโยบายพลังงานสะอาดของประเทศต่อไป​โดยมี​ ดร.ณัฐพงศ์ ซื่อวิริยพันธุ์ อาจารย์วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาฯ​ เป็นผู้ดำเนินรายการพลังงาน 





วันอังคารที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569

"สุวรรณี​ อิทธิวิบูลย์​ " ผู้บริหาร​ เพอโกล่าร์/DOD Cafe & Bistro รับรางวัลเกียรติยศ​ ​"หัตถานารายณ์​ ครั้งที่ 2" สาขา ผู้บริหารยอดเยี่ยมแห่งปี

"สุวรรณี​ อิทธิวิบูลย์​ " ผู้บริหาร​ เพอโกล่าร์/DOD Cafe & Bistro รับรางวัลเกียรติยศ​ ​"หัตถานารายณ์​ ครั้งที่ 2" สาขา ผู้บริหารยอดเยี่ยมแห่งปี

     คุณสุวรรณี อิทธิวิบูลย์​ ผู้บริหาร บริษัท เพอโกล่าร์ จำกัด/บริษัท แกรชซี่ เดสติเนชั่น จำกัด​ DOD Cafe & Bistro รับรางวัลเกียรติยศ​" หัตถานารายณ์ครั้งที่ 2" ปีพทธศักราช 2569 สาขา ผู้บริหารยอดเยี่ยมแห่งปี​ ซึ่งจัดโดย สมาคมพัฒนาผู้ประกอบการวัยรุ่นไทยและวัยทำงาน​ ณ​ คาลิปโซ่ เอเชียทีค กรุงเทพฯ​ เมื่อวันเสาร์ที่ 25 เมษายน 2569


      สำหรับ "รางวัลหัตถานารายณ์" เป็นรางวัลที่มอบให้แต่บุคคลที่กระทำความดีโดยประจักษ์แจ้ง​ โดยมิได้หวังผลตอบแทนสิ่งอื่นใด​ มีความประพฤติและใฝ่ที่จะทำแต่ความดีอันเป็นนิจสิน​ ทางสมาคมพัฒนาผู้ประกอบการวัยรุ่นไทยและวัยทำงาน ร่วมกับ มูลนิธิเทพศรียันตรา​ จึงได้มอบรางวัลอันทรงเกียรตินี้​ เพื่อประกาศเกียรติคุณ เชิดชูเกียรติยศและสร้างขวัญกำลังใจให้กับบุคคลที่ได้รับและเป็นแบบอย่างที่ดีต่อสังคมสืบไป


       คุณสุวรรณี อิทธิวิบูลย์​ เป็นนักธุรกิจสาวคนรุ่นใหม่ไฟแรง​ อดีตนายกสมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยว​จังหวัดนครปฐม ปี 2566- 2567 ผู้บริหารบริษัท เพอโกล่าร์ จำกัด​ และกรรมการ บริษัท แกรชซี่ เดสติเนชั่น จำกัด และ DOD Cafe & Bistro



      DOD Cafe & Bistro คาเฟ่ที่เป็นมากกว่าร้านอาหารและเครื่องดื่ม อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจในตำบลบางช้าง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม​ การันตีรางวัลมาตราฐานสถานที่ท่องเที่ยวยั่งยืน ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย​ ​(ททท.), ของดีจังหวัดนครปฐม และรางวัลชนะเลิศ Cafe & Restaurant Design Award ด้วยแนวคิดสร้างความสุขด้วยแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ จึงออกแบบสร้างสรรค์ผลงาน โดยการหยิบจับธรรมชาติมาจัดสรรให้เกิดความเหมาะสม และให้มนุษย์เรา "อยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน (Sustainable)" ผ่านการออกแบบให้เป็น สวนป่าโมเดิร์น (Modern Tropical Garden) บนพื้นที่กว่า 6 ไร่ ของ DOD Cafe & Bistro จะเลือกใช้กำแพง ผนัง พื้นทางเดิน ด้วย "สัจจะวัสดุ" เป็นการผสมผสานระหว่างงานภูมิสถาปัตยกรรม (Landscape) ให้เข้ากับงานสถาปัตยกรรม (Architecture)​

       DOD Cafe & Bistro ได้จัดให้มีกิจกรรมมากมายในการส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนของจังหวัด​นครปฐม โดยมีผลงานที่ได้รับการตอบรับอย่างดี และกระตุ้นตลาดการท่องเที่ยวในจังหวัดนครปฐมได้เป็นอย่างมาก​ ได้แก่​ งาน "I Love Monster | Balcon Zoo x DOD" งานแสดงสัตว์เลี้ยงแสนรัก กลุ่มสัตว์เลี้ยงพิเศษ​ Exotic Pet โดยมีกลุ่มนักท่องเที่ยวผู้รักสัตว์เลี้ยงแสนรัก และผู้ที่ชื่นขอบกลุ่มสัตว์พิเศษ (Exotic Pet) มาร่วมงานมากมาย, งาน "DOD GOOD DAY MUTELU" รวมสุดยอดอาจารย์สายมูเหล่าสาวกสายมู จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมผลักดันโมเดล "การท่องเที่ยวสายมู" กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น เน้นพลังศรัทธาไม่งมงาย เชื่อมโยงระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่อย่างยั่งยืน​ สร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวแนวใหม่ ส่งเสริมสินค้าและบริการ เกิดการใช้จ่ายและเกิดการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น และตลาดนัดงานคราฟต์ "DOD ณ คราฟต์" ตลาดนัดเพื่อส่งเสริมสินค้าเกษตรชุมชน ผัก ผลไม้ ของพื้นบ้าน งานฝีมือ ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิค เซรามิค เบญจรงค์น้ำทองโบราณ ฯลฯ สร้างกระแส Soft Power ชุมชน

     ส่วน​บริษัท เพอโกล่าร์ จำกัด​ เป็นบริษัทด้านงานสถาปัตยกรรม และภูมิสถาปัตยกรรม / ภูมิทัศน์ ดำเนินธุรกิจมาจนถึงปัจจุบันเข้าปีที่ 21 แล้ว

     คุณสุวรรณี อิทธิวิบูลย์​ กล่าวภายหลังได้รับรางวัลว่า ​"นับเป็นเกียรติและความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง" สำหรับรางวัลอันทรงเกียรติที่ได้รับคัดเลือกให้รับรางวัล​ "หัตถานารายณ์" สาขาผู้บริหารยอดเยี่ยมแห่งปี ประจำปี 2569 จาก สมาคมพัฒนาผู้ประกอบการวัยรุ่นไทยและวัยทำงาน (DTEWA) ครั้งที่ 2 เนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ 12 ปีของทางสมาคมฯ​ รางวัลนี้ไม่ได้เป็นเพียงรางวัลส่วนตัว แต่เป็นสัญลักษณ์ของความมุ่งมั่น ทุ่มเท และพลังสร้างสรรค์ผลงานคุณภาพ ของทีมงานบริษัท เพอโกล่าร์ จำกัด​ บริษัท แกซซี่เดติเนชั่น จำกัด​ และ DOD Café & Bistro ทุกคน ที่เดินเคียงข้างกันมาโดยตลอด ขอกราบขอบพระคุณคณะกรรมการ และสมาคม DTEWA ที่เล็งเห็นถึงศักยภาพ และมอบโอกาสอันล้ำค่านี้ให้ รวมถึงขอขอบคุณครอบครัว เพื่อนร่วมงาน และกัลยาณมิตรทุกท่าน ที่เป็นแรงผลักดัน และกำลังใจสำคัญเสมอมา


     "เราสัญญาว่าจะรักษามาตรฐานความตั้งใจนี้ และมุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพเพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่ดี และเป็นประโยชน์ต่อสังคมต่อไป" 

      จากความฝัน สู่ความจริง : การเดินทางของ บริษัท เพอโกล่าร์ จำกัด​ "ทุกความสำเร็จ เริ่มต้นจากก้าวแรก" ผ่านช่วงเวลาแห่งการทุ่มเท​ ช่วงเวลาแห่งการเติมเต็มรายละเอียดด้วยหัวใจ​ จนถึงวันที่ความฝันมีชีวิต

     ประตูของ DOD Café & Bistro เปิดต้อนรับทุกคน ด้วยบรรยากาศที่เป็นมิตร​ เต็มไปด้วยรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และการสังสรรค์ของผู้คนที่มาลิ้มรสอาหารและเครื่องดื่ม​ ท่ามกลางวิวธรรมชาติที่โอบล้อม คือ รางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับความเหน็ดเหนื่อยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา


******เริ่มต้นด้วยสิ่งเล็กๆ เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่​ ทุกวันคือโอกาสใหม่ที่จะเรียนรู้ เติบโต สร้างความสุขด้วยแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ​ สร้างคุณค่าให้ตัวเองและโลกใบนี้*****

www.pergolar.com

Tel : 02 441 9983 / +66 (086) 327 9983

Line : @pergolar

Tiktok : Pergolar Channel

Youtube : Pergolar Channel

Instagram : pergolarlandscape








ศูนย์ “กันก่อนท่วม” จุฬาฯ เปิดเวที Water Economy ชี้ ‘น้ำ’ ตัวแปรชี้ชะตาเศรษฐกิจ

ศูนย์ “กันก่อนท่วม” จุฬาฯ เปิดเวที Water Economy ชี้ ‘น้ำ’ ตัวแปรชี้ชะตาเศรษฐกิจไทย เสนอไทยหยุดสูญเสียซ้ำซาก เร่งพลิกวิกฤตน้ำ สร้างโอกาสเศรษ...