วันพุธที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2566

องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกบอกลารัฐบาลลุงตู่ ชี้ล้มเหลวในการผ่าน "ร่าง พ.ร.บ.ช้างไทย"

องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกบอกลารัฐบาลลุงตู่

ชี้ล้มเหลวในการผ่าน "ร่าง พ.ร.บ.ช้างไทย"

         องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ประเทศไทย ผู้ริเริ่มเสนอ "ร่างพระราชบัญญัติปกป้องและคุ้มครองช้างไทย พ.ศ. ..." หรือ "ร่าง พ.ร.บ.ช้างไทย" ฉบับภาคประชาสังคม จัดฉายโฮโลแกรมทั่วกรุงเทพฯ วิจารณ์ความล้มเหลวของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่แช่แข็งร่างฯดังกล่าวจนไม่สามารถผ่านเป็นกฎหมายได้ทันก่อนหมดวาระ พร้อมส่งข้อความถึงรัฐบาลใหม่ให้มีนโยบายปกป้องช้างอย่างเร่งด่วน

         การฉายโฮโลแกรมดังกล่าวเกิดขึ้น ณ สถานที่สำคัญ 4 แห่งที่เป็นสัญลักษณ์ของกรุงเทพฯ ได้แก่ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เสาชิงช้า ภูเขาทอง และสะพานพระราม 8 โดยมีประชาชนและนักท่องเที่ยวที่ผ่านไปมาให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก โดยนอกเหนือจากการชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวในการปกป้องช้างของรัฐบาลที่ผ่านมาแล้ว ยังต้องการส่งข้อความฝากไปถึงรัฐบาลใหม่ด้วยว่าไม่ว่าจะรัฐบาลไหน ก็ต้องใส่ใจคุณภาพชีวิตช้างอย่างจริงจังและเร่งยุติความทารุณโหดร้ายต่อช้างไทย

          คุณอรกร ธนชลกรณ์  ผู้อำนวยการโครงการรณรงค์ องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ประเทศไทย เปิดเผยว่า "ร่าง พ.ร.บ.ช้างไทย" ฉบับภาพประชาสังคม เป็นความพยายามเสนอกฎหมายเพื่อแก้ปัญหาทารุณกรรมช้างและยกระดับสวัสดิภาพช้างทั้งระบบ เช่น ยุติกระบวนการฝึกช้างที่โหดร้ายทารุณ ยุติการผสมพันธุ์ช้างเชิงพาณิชย์ ยุติการบังคับให้ช้างแสดงพฤติกรรมที่ผิดธรรมชาติ ตั้งกองทุนเพื่อยกระดับสวัสดิภาพช้างทั่วประเทศ เป็นต้น

         "ร่าง พ.ร.บ.ช้างไทย" ฉบับภาพประชาสังคม ถูกริเริ่มโดยองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ประเทศไทย และได้ผ่านกระบวนการเข้าชื่อเพื่อเสนอกฎหมายซึ่งมีประชาชนลงชื่อสนับสนุนกว่า 20,000 ตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2565 ที่ผ่านมา ซึ่งต่อมาผ่านการรับรองโดยรัฐสภา 15,938 คน หลังจากนั้น ร่างฯ ดังกล่าวต้องผ่านการพิจารณาจากนายกรัฐมนตรีในฐานะร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณแต่กลับไม่มีความคืบหน้าใดๆ จนกระทั่งรัฐบาลประกาศยุบสภาและหมดวาระลงในที่สุด ทำให้ร่างฯ ดังกล่าวไม่สามารถเข้าสู่กระบวนการต่อไปได้

“กฎหมายปกป้องคุ้มครองช้างมีความจำเป็นเร่งด่วน เพราะช้างได้รับผลกระทบอย่างมากตลอดช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ผ่านมา องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ประเทศไทย พร้อมด้วยองค์กรเครือข่าย อาสาสมัคร และผู้สนับสนุน ได้พยายามติตดามหลายครั้งแล้วแต่กลับไม่มีความคืบหน้าใดใด จนยุบสภาในที่สุด สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นความเพิกเฉยและละเลยต่อความเป็นอยู่ของช้างไทยในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกว่า 3,000 ชีวิต ที่กำลังถูกใช้งานอย่างโหดร้ายทารุณในสภาพแวดล้อมที่ย่ำแย่ จึงเป็นที่มาของการฉายโฮโลแกรมในครั้งนี้ เพื่อสื่อสารไปยังสาธารณชนถึงความล้มเหลวดังกล่าวของรัฐบาล นายกประยุทธ์ จันโอชา” 

      สถานการณ์ที่ช้างไทยที่ถูกเพิกเฉยกับความโหดร้ายทารุณอย่างย่ำแย่ในขณะนี้ องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ประเทศไทย จึงได้เปิดตัวแคมเปญรณรงค์ใหม่ภายใต้ชื่อ ‘ให้ช้างได้กลับไปเป็นช้าง’ โดยมีเป้าหมายเพื่อเปิดเผยและยุติความโหดร้ายทารุณที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการนำช้างมาใช้งานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ตลอดจนเพื่อรวบรวมพลังของผู้ที่เห็นด้วยในการส่งเสียงกดดันภาคเอกชนและภาครัฐให้เร่งปฏิรูปสวัสดิภาพช้างไทยอย่างเร่งด่วน ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://noelephantshow.worldanimalprotection.or.th/ 

เกี่ยวกับองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก

องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก หรือ World Animal Protection เป็นองค์กรเพื่อคุ้มครองปกป้องสวัสดิภาพสัตว์ และยุติการทารุณกรรมสัตว์อย่างถาวร โดยสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ประเทศอังกฤษ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2524 มีบทบาทในการให้คำปรึกษากับองค์การสหประชาชาติและสภายุโรป ทำงานร่วมกับภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อยกระดับสวัสดิภาพสัตว์ สร้างความแตกต่างให้สัตว์ได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ไม่ถูกทารุณกรรมทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยดำเนินงานครอบคลุมทั้งสัตว์ในชุมชน – สุนัข, สัตว์ป่า - สัตว์ในฟาร์ม รวมถึงการให้ความรู้ด้านปศุสัตว์ที่มีมนุษยธรรมอันส่งผลต่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของคนและสัตว์ ข้อมูลเพิ่มเติม www.worldanimalprotection.or.th


ททท.แม่ฮ่องสอน เชิญชวนร่วมงานบวชลูกแก้ว หนึ่งเดียวในโลก "ประเพณีปอยส่างลอง ประจำปี 2566"

ททท.แม่ฮ่องสอน เชิญชวนร่วมงานบวชลูกแก้ว หนึ่งเดียวในโลก "ประเพณีปอยส่างลอง ประจำปี 2566"

          ประเพณีปอยส่างลอง เป็นมนต์เสน่ห์หนึ่งในงานประจำปีเลื่องชื่อของชาวไทใหญ่แห่งเมืองสายหมอก ซึ่งนอกจากจะมากไปด้วยสีสันงดงามเป็นเอกลักษณ์แล้ว ยังเป็นงานบุญที่เปี่ยมไปด้วยพลังแห่งศรัทธาอันทรงคุณค่า และได้ขยายไปสู่พื้นที่ต่าง ๆ อาทิ จังหวัด เชียงใหม่ เชียงราย โดยจังหวัดแม่ฮ่องสอนนับเป็นต้นแบบของการจัดประเพณีปอยส่างลองของประเทศไทย

            ประเพณีปอยส่างลอง คือการบวชลูกแก้ว หรือบรรพชาสามเณรในช่วงฤดูร้อน จะจัดขึ้นปีละ 1 ครั้ง ทุกปี ระหว่างเดือน มีนาคม-เมษายน ซึ่งเป็นช่วงว่างเว้นจากการทำนา และมึความอุดมสมบูรณ์ในเรื่องของอาหาร และเป็นช่วงที่เด็ก ๆ เยาวชนปิดเทอม เพื่อให้บุตรหลานได้ศึกษาเรียนรู้พระธรรม รวมทั้งได้เจริญจิตภาวนา และใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ การได้บวชส่างลอง เป็นความเชื่อของชาวไทใหญ่ ที่ได้ยึดถือปฏิบัติและสืบทอดต่อกันมาเป็นเวลาช้านาน ซึ่งมีความเชื่อว่าจะได้รับอานิสงส์ผลบุญสูงสุด จนกลายเป็นหนึ่งในประเพณีที่ทรงคุณค่าของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ถือคติในการบวชเณรที่จำลองแบบมาจากพุทธประวัติของพระพุทธเจ้าตอนเป็นเจ้าชายสิทธัตถะก่อนออกผนวช จึงต้องแต่งกายส่างลองกันให้สง่างาม ตามแบบกษัตริย์พม่าโบราณ นุ่งโจงกระเบน สวมเสื้อมีชายเชิงงอนปักดิ้นไหม ประดับด้วยเพชรนิลจินดา ทั้งสร้อย กำไล และแหวน ศรีษะโพกด้วยผ้าแพรและประดัฐด้วยดอกไม้ มีคนคอยกางร่มทองคำกันแดด มีพี่เลี้ยงส่วนตัวคอยดูแลส่างลองอย่างใกล้ชิด 

ซึ่งจัดงานเป็นประจำทุกปีแสดงถึงความศรัทธาอันแรงกล้าต่อพระพุทธศาสนาของชุมชนท้องถิ่นชาวไทยใหญ่ ตลอดจนเป็นการสืบสานขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามที่เป็นเอกลักษ์ให้คงอยู่สืบไป โดยเฉพาะขบวนแห่ส่างลอง (แห่ครัวหลู่) นับได้ว่ามีความสวยงามตามแบบประเพณีโบราณของชาวไทยใหญ่ หรือชาวไต อย่างแท้จริง ซึ่งมีพิธีกรรมทางพุทธศาสนา ทำให้ประเพณีปอยส่างลองได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติให้เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวยังจังหวัดแม่ฮ่องสอน พร้อมกับการร่วมทำบุญสืบสานงานประเพณีดังกล่าวด้วย โดยในปี 2566 นี้ ในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีกำหนดจัดงานประเพณีปอยส่างลองในหลายพื้นที่ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ดังนี้

          วันแรก เรียกว่า "วันรับส่างลอง" ในตอนเช้าเจ้าภาพส่างลองจะนำบรรดาเด็กชายไปวัด เพื่อแต่งชุดส่างลองด้วยการนุ่งโจงกระเบนสีสดปล่อยชายด้านหลังยาวจับกลีบ คาดด้วยเข็มขัดนาคหรือเงิน สวมเสื้อแขนกระบอกโค้งงอน เสื้อปักฉลุลายดอกไม้สีต่างๆ ศีรษะโพกผ้าแพรเกล้ามวยเสียบด้วยดอกไม้ เช่น ดอกเอื้องคำ หรือดอกไม้อื่นๆ แต่งหน้าส่างลองด้วยการ เขียนคิ้ว ทาปาก  สีแดง  และสวมถุงเท้าสีขาว  ถือเป็นการแต่งตัวอลองเต็มตัว พระสงฆ์ให้ศีลให้พรอบรมสั่งสอน จากนั้น “ตะแป ส่างลอง” หรือผู้ให้ขี่คอ นำส่างลองไปนมัสการสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เช่น ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ศาลหลักเมือง เจ้าคณะจังหวัด และญาติผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ ในขบวนจะมี “ทีคำ” หรือร่มทองคำกางกั้นบังแดดให้ส่างลอง

            วันที่ 2 เรียกว่า "วันแห่ครัวหลู่" เป็นวันแห่งเครื่องไทยทาน มีการแห่ส่างลองกับเครื่องไทยทานจากวัดปางล้อไปตามถนนสายต่างๆ ในช่วงเช้ามีผู้มีจิตศรัทธาร่วมขบวนมากมายเพื่อช่วยกันแบกหามเครื่องอัฐบริขาร เครื่องไทยธรรม ทั้งเล็กและใหญ่ ขบวนแห่ประกอบด้วยจีเจ่ (กังสดาล) ม้าเจ้าเมือง ต้นตะเป่ส่าพระพุทธ ต้นตะเป่ส่าพระสงฆ์ ปุ๊กเข้าแตก เทียนเงินเทียนทอง พุ่มเงินพุ่มทองอู่ต่องปานต่อง หม้อน้ำต่า อัฐบริขาร ดนตรีประโคมและขบวนแห่ส่างลอง โดยให้ส่างลองขี่คอพี่เลี้ยงเรียกว่า “#ตะแปส่างลอง” มีกลดทองหรือ “#ทีคำ” แบบพม่าไว้บังแดด ตอนเย็นมีการแสดงมหรสพสมโภชตามประเพณีไตที่วัดต่างๆ

            วันที่ 3  เรียกว่า "วันข่ามส่าง" หรือ "วันหลู่" เป็นวันบรรพชาสามเณรและถวายเครื่องไทยทานแก่พระภิกษุสงฆ์ และเลี้ยงอาหารไต แก่ผู้ที่มาร่วมงาน เป็นอันเสร็จสิ้นพิธี

            โดยมีกำหนดจัดงานประเพณีปอยส่างลองในพื้นที่ต่างๆ ของจังหวัดแม่ฮ่องสอนดังนี้

อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน วันแห่คัวหลู่  

วันที่ 22-25 มีนาคม 2566 ณ วัดแม่สะกึ๊ด (วันที่ 24 มีนาคม เวลา 07.00 น.)

วันที่ 26-31 มีนาคม 2566 ณ วัดนาป่าแปก ( วันที่ 30 มีนาคม เวลา 07.00 น.)

วันที่ 3 – 5 เมษายน 2566 ณ วัดปางล้อ ( วันที่ 4 เมษายน เวลา 07.00 น.)

วันที่ 3 – 5 เมษายน 2566 ณ วัดห้วยขาน (วันที่ 4 เมษายน เวลา 07.00 น.)

วันที่ 22-24 เมษายน 2566 ณ วัดในสอย (วันที่ 23 เมษายน เวลา 07.00 น.)

อำเภอปาย วันแห่คัวหลู่

วันที่ 3 – 5 เมษายน 2566 ณ วัดป่าขาม (วันที่  4 เมษายน เวลา 16.00 น.)

วันที่ 5 – 7 เมษายน 2566 ณ วัดแม่นาเติงใน (วันที่  6 เมษายน เวลา 16.00 น.)

วันที่ 29 เมษายน – 2 พฤษภาคม 2566 ณ วัดม่วงสร้อย (วันที่  1 พฤษภาคม เวลา 16.00 น.)

อำเภอแม่สะเรียง วันแห่คัวหลู่

วันที่  2 – 4 เมษายน 2566 ณ วัดศรีบุญเรือง (วันที่  3 เมษายน เวลา 16.00 น.)

วันที่  7 – 9 เมษายน 2566 ณ วัดสุพรรณรังษี (วันที่  8 เมษายน เวลา 16.00 น.) อำเภอปางมะผ้า วันแห่คัวหลู่

วันที่ 20-22 มีนาคม 2566 ณ วัดแม่ละนา (วันที่  21 มีนาคม เวลา 07.00 น.)

วันที่ 25-28 มีนาคม 2566 ณ สำนักสงฆ์ถ้ำพญางู (วันที่  27 มีนาคม เวลา 07.00 น.)

อำเภอขุนยวม วันแห่คัวหลู่

วันที่ 29 มีนาคม – 1 เมษายน 2566 ณ วัดต่อแพ (วันที่  31 มีนาคม เวลา 15.00 น.)

วันที่ 3-5 เมษายน 2566 ณ วัดคำใน (วันที่  4 เมษายน เวลา 15.00 น.)

อำเภอแม่ลาน้อย วันแห่คัวหลู่

วันที่ 5 – 8 เมษายน 2566 ณ วัดดอยแก้ว (วันที่  7 เมษายน เวลา 16.00 น.)

         การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานแม่ฮ่องสอน นำโดยว่าที่ร้อยตรี ภาณุวัฒน์ ขัดนาค ผู้อำนวยการสำนักงาน ททท. สำนักงานแม่ฮ่องสอน ขอเชิญนักท่องเที่ยวทั่วประเทศมาร่วมชื่นชมความสวยงามของวัฒนธรรมชาวไทยใหญ่และขบวนแห่ส่างลองอันยิ่งใหญ่ตระการตาในงานประเพณีปอยส่างลอง ประจำปี 2566 ณ จังหวัดแม่ฮ่องสอน 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ททท.สำนักงานแม่ฮ่องสอน เลขที่ 4 ถนนราชธรรมพิทักษ์ ตำบลจองคำ อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน 58000 โทรศัพท์ 0 5361 2982 - 3 โทรสาร 0 5361 2984 ในวันเวลาราชการ อีเมล์ tatmhs@tat.or.th Facebook : ททท.สำนักงานแม่ฮ่องสอน (TAT Maehongson)

ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ตรวจราชการสถานีตำรวจท่องเที่ยวแม่ฮ่องสอน พร้อมมอบนโยบาย รวมทั้งพบปะหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวภาครัฐภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอำเภอปายจังหวัดแม่ฮ่องสอน และร่วมสังเกตการณ์กิจกรรมล่องห่วงยางแม่น้ำปาย พบนักท่องเที่ยวแห่ล่องห่วงยางคึกคักสนุกสนานกว่า 500 คน

ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ตรวจราชการสถานีตำรวจท่องเที่ยวแม่ฮ่องสอน 

พร้อมมอบนโยบาย รวมทั้งพบปะหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวภาครัฐภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอำเภอปายจังหวัดแม่ฮ่องสอน 

และร่วมสังเกตการณ์กิจกรรมล่องห่วงยางแม่น้ำปาย พบนักท่องเที่ยวแห่ล่องห่วงยางคึกคักสนุกสนานกว่า 500 คน


      พล.ต.ท.สุคุณ พรหมายน ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว พร้อมด้วย พล.ต.ต. ฐากูร นิ่มสมบุญ ผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว 2 และ พ.ต.อ. อำนาจ โฉมฉาย รองผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว 3 รวมทั้งคณะที่ปรึกษาสำนักงานตำรวจท่องเที่ยว ได้เดินทางมาตรวจราชการ ณ สถานีตำรวจท่องเที่ยวแม่ฮ่องสอน (สถานีตำรวจท่องเที่ยว 4 กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 2) บ้านน้ำฮู หมู่ 5 ตำบลเวียงใต้ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ หัวหน้าหน่วยงานภาครัฐภาคเอกชน ตลอดจนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เทศบาลตำบลปาย อบต.เวียงใต้ อบต.เวียงเหนือ อบต.แม่นาเติง อบต.แม่ฮี้ อบต.ทุ่งยาว อบต.เมืองแปง และ อบต. โป่งสาร่วมให้การต้อนรับ ประกอบด้วยนายเอนก ปันทะยม นายอำเภอปาย พ.ต.อ.ทีฆวุฒิ บัณฑิตชูสกุล ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรปาย พร้อมด้วย พ.ต.ต. สุวิทย์ บุณยะเพ็ญ สารวัตรสถานีตำรวจท่องเที่ยวแม่ฮ่องสอน (สว.สทท.4 กก.2 บก.ทท.2) นางสาวจิราวดี อ่อนวงศ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดแม่ฮ่องสอน ว่าที่ ร.ต. ภาณุวัฒน์ ขัดนาค ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานแม่ฮ่องสอน นายชัยวิชช์ สัมมาชีวะวัฒน์ อุปนายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวปาย (และประธานที่ปรึกษาสถานีตำรวจท่องเที่ยวปาย) ตลอดจนผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่ เทศบาลตำบลปาย อบต.เวียงใต้ อบต.เวียงเหนือ อบต.แม่นาเติง อบต.แม่ฮี้ อบต.ทุ่งยาว อบต.เมืองแปง และ อบต. โป่งสา และหน่วยกู้ชีพกู้ภัยในพื้นที่อำเภอปาย ร่วมให้การต้อนรับ เมื่อคืนวันอังคารที่ 28 มีนาคม 2566 



      ต่อมา พล.ต.ท.สุคุณ พรหมายน ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว พร้อมคณะได้ร่วมประชุมรับฟังการบรรยายสรุปการดำเนินงานของสถานีตำรวจท่องเที่ยวแม่ฮ่องสอน จาก พ.ต.ต. สุวิทย์ บุณยะเพ็ญ สารวัตรสถานีตำรวจท่องเที่ยวแม่ฮ่องสอน (สว.สทท.4 กก.2 บก.ทท.2) และรับฟังข้อมูลด้านการท่องเที่ยวจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยพบว่าในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนมีความปลอดภัยสูง โดยไม่มีเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้นกับนักท่องเที่ยว ยกเว้นกรณีการเกิดอุบัติเหตุเล็กน้อย จากการขับขี่จักรยานยนต์ ในการนี้ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยวได้ขอบคุณหน่วยงานและผู้เกี่ยวข้อง ตลอดจนมอบนโยบายการดูแลความปลอดภัย ความมั่นคง และการเตรียมความพร้อมในการช่วยเหลือดูแลนักท่องเที่ยว และได้ชื่นชมการทำงานที่ประสานกันของทีมแม่ฮ่องสอนท่องเที่ยวพลัส


       ในช่วงบ่าย พล.ต.ท. สุคุณ พรหมายน ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยวและคณะ ได้เดินทางไปบริเวณ ปาย สมายล์ แคมป์ บริเวณเชิงสะพานเวียงเหนือ เพื่อสังเกตุการณ์การจัดกิจกรรมล่องห่วงยางแม่น้ำปาย ซึ่งกำลังเป็นกระแสโด่งดังในโซเชียลมีเดีย โดยพบว่ากิจกรรมดังกล่าวมีนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ และชาวไทยให้ความสนใจ ซื้อแพคเกจร่วมกิจกรรมล่องห่วงยางแม่น้ำปายอย่างคึกคัก และเป็นไปตามข้อกำหนดที่ได้มีการประชุมตกลงกับหน่วยงานต่างๆ ไว้เป็นอย่างดี ทั้งด้านการจดทะเบียนผู้ประกอบการนำเที่ยว การงดจำหน่ายจ่ายแจกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างร่วมกิจกรรม การจัดเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยตามจำนวนลูกค้าสิบสองคนต่อผู้ดูแลหนึ่งคน รวมทั้งไม่ส่งเสียงดังก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ และต้องสวมเสื้อผ้ามิดชิดเมื่อจบกิจกรรม หรือเข้าไปในชุมชน ศาสนสถาน และต้องรับผิดชอบดูแลสิ่งแวดล้อมจัดเก็บขยะ ซึ่งทางผู้ประกอบการก็ได้ดำเนินการได้เป็นอย่างดี โดยมีการประกาศและชูป้ายประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวทราบ จากการสอบถามผู้ประกอบการทราบว่าในวันนี้มีผู้มาร่วมกิจกรรมประมาณ 480 คน ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ ที่เดินทางมาท่องเที่ยวและพำนักอาศัยในอำเภอปาย


         จากนั้น ทางคณะฯ ได้เดินทางไปเยี่ยมเยือนให้กำลังใจผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวในพื้นที่อำเภอปาย และเดินทางไปยังท่าอากาศยานปาย เพื่อขึ้นเฮลิคอปเตอร์ของสำนักตำรวจแห่งชาติเดินทางไปปฏิบัติราชการต่อที่จังหวัดเชียงใหม่ 

ข่าว/ภาพ โดย ว่าที่ ร.ต.ภาณุวัฒน์ ขัดนาค ผู้อำนวยการสำนักงาน ททท. สำนักงานแม่ฮ่องสอน 







วันอังคารที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2566

บริษัท ไฟร์เซฟ อินโนเวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด จัดสัมมนาและทดสอบนวัตกรรมดับเพลิง Firesave เทคโนโลยีของประเทศญี่ปุ่น

บริษัท ไฟร์เซฟ อินโนเวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด จัดสัมมนาและทดสอบนวัตกรรมดับเพลิง Firesave เทคโนโลยีของประเทศญี่ปุ่น



          บริษัท ไฟร์เซฟ อินโนเวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์แคปซูลดับเพลิงชนิดขว้าง น้ำยาดับเพลิง และอุปกรณ์การดับเพลิง ภายใต้ตราสินค้า "FIRESAVE" (ไฟร์เซฟ) ซึ่งเป็นนวัตกรรมและเทคโนโลยีจากประเทศญี่ปุ่นที่ได้รับการจดสิทธิบัตรไว้ทั่วโลก




       
           พ.ต.อ.จารึก สารโภค ประธานบริษัท ไฟร์เซฟ อินโนเวชั่น (ประเทศไทย) เป็นประธานเปิดการสัมมนาและทดสอบนวัตกรรมดับเพลิง Firesave เทคโนโลยีของประเทศญี่ปุ่น โดยมีนายปราโมท มหานิล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและฝ่ายเทคนิคของ FIRESAVE มาให้รายละเอียดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์น้ำยาดับเพลิง และอุปกรณ์การดับเพลิง "FIRESAVE" แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ ในเขตพื้นที่ของจังหวัดสมุทรปรการ อาทิ องค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ เทศบาลนคร, เทศบาลเมือง , เทศบาลตำบล องค์การบริหารส่วนตำบล และ ร.ต.อ.สี่ทิศ อ่ำถนอม (ผู้กองเบ็นซ์), ผู้ร่วมการอบรม และนักดับเพลิง ร่วมในการสัมมนาและร่วมทดสอบ ณ.ศูนย์ฝึกและอบรมการดับเพลิงเทศบาลตำบลบางเมือง จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันอังคารที่ 28 มีนาคม 2566 ต้ังแต่เวลา09.30 – 12.30 น.  






            โดยภายในงานได้จัดให้มีการสัมมนา และสาธิตผลิตภัณฑ์ดับเพลิงของ Firesave ประเภทต่างๆ อันประกอบด้วย
- การสาธิตและทดสอบดับเพลิงด้วยแคปซูลดับเพลิงชนิดขว้าง บรรจุน้ ายาดับเพลิง Firesave Class A , B ,C
- การสาธิตและทดสอบดับเพลิงชนิดถังดับเพลิง Firesave
การสาธิตและททดสอบดับเพลิงด้วยน้ ายาดับเพลิง Firesave รุ่นน้ำยาชนิดแบบผสมในรถดับเพลิง ประกอบด้วย
น้ำยาดับเพลิงชนิดพิเศษผสมเติมในรถดับเพลิงและเติมถังฉีด หรือถังดับเพลิง สำหรับไฟ Class A
น้ำยาดับเพลิงชนิดพิเศษผสมเติมในรถดับเพลิงและเติมถังฉีด หรือถังดับเพลิง สำหรับไฟ Class B
น้ำยาดับเพลิงชนิดพิเศษผสมเติมในรถดับเพลิงและเติมถังฉีด หรือถังดับเพลิง สำหรับไฟป่า
การสาธิตและการทดสอบดับเพลิงทางอากาศด้วยอากาศยานไร้คนขับ (โดรนดับเพลิง) เป็นครั้งแรก





             สรุปผลการทดสอบประสิทธิภาพของแคปซูลดับเพลิง และน้ำยาดับเพลิง  FIRESAVE ชนิดต่างๆ ในการดับเพลิง ปรากฎว่า "แคปซูลดับเพลิงและน้ำยาดับเพลิง  FIRESAVE สามารถดับเพลิงได้จริง




               

              สนใจผลิตภัณฑ์แคปซูลดับเพลิงชนิดขว้าง น้ำยาดับเพลิง และอุปกรณ์การดับเพลิง  "FIRESAVE" สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ บริษัท ไฟร์เซฟ อินโนเวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด โทร. 021-306-125, 063-168-8893  และ  081-842-4140 Email.info@firesaveinnovation.co.th /www.firesaveinnovation.co.th / Line :@firesave

 

วันศุกร์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2566

สวพส. ดันองค์กรภาครัฐพัฒนาพื้นที่สูง เรียนรู้หลักสูตร นพส.

สวพส. ดันองค์กรภาครัฐพัฒนาพื้นที่สูง เรียนรู้หลักสูตร นพส.


    เมื่อวันที่ 20 – 24 มีนาคม พ.ศ. 2566 สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) จัดอบรมหลักสูตร “นักพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืนแบบโครงการหลวง หรือ นพส.” ณ โรงแรมน่านกรีนเลควิวรีสอร์ท โดยได้รับเกียรติจาก นายวิรัตน์ ปราบทุกข์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (สวพส.) เป็นประธานกล่าวเปิดการฝึกอบรมและบรรยายพิเศษหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกับการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวง ปัญหาและความท้าทายของพื้นที่สูง นโยบายรัฐ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก โดยมีนายเมธี พยอมยงค์ ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง ร่วมกล่าวรายงาน 


       นายวิรัตน์ ปราบทุกข์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (สวพส.) กล่าวว่า ภารกิจสำคัญในการส่งเสริม สนับสนุนงานโครงการหลวง ขยายผลสำเร็จของโครงการหลวงไปยังพื้นที่สูงในประเทศ และดำเนินงานวิจัยเพื่อพัฒนาชุมชนบนพื้นที่สูง โดยความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชน ตลอดจนร่วมมือกับนานาประเทศในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูงตามแบบโครงการหลวงอย่างยั่งยืน โดยตลอดการดำเนินงานที่ผ่านมาหลายปี สวพส. มีบทเรียนกระบวนการวิเคราะห์ที่เป็นองค์ความรู้ ข้อมูล พร้อมที่จะถ่ายทอด ถอดบทเรียนออกมา เป็นหลักสูตร “นักพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืนแบบโครงการหลวง”


      ปัจจุบัน สวพส. ได้จัดฝึกอบรม หลักสูตร “นักพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืนแบบโครงการหลวงรุ่นที่ 2 หรือ นพส.2” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อถอดบทเรียนกระบวนการวิเคราะห์และวางแผนพัฒนาชุมชนบนพื้นที่สูงแบบเฉพาะเจาะจงและแม่นยำ ด้วยข้อมูล องค์ความรู้ที่มีและการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยนำนักพัฒนาพื้นที่สูงลงพื้นที่จังหวัดน่าน เพื่อศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ในชุมชนแม่จริมที่มีวิธีการลดการเผาด้วยวิถีเกษตรตามแนวทางโครงการหลวง จนทำให้โครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงแม่จริม จังหวัดน่าน สามารถคว้ารางวัลเลิศรัฐ สาขาบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ประเภทสัมฤทธิผลประชาชนมีส่วนร่วม ระดับดี ในปี 2562 และรางวัลการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ประเภทเลื่องลือขยายผล ระดับดีเด่น ในปี 2565 และพื้นที่การดำเนินงานโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงบ่อเกลือ บ้านห้วยโทน ได้รับรางวัลการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วมประเภทสัมฤทธิผลประชาชนมีส่วนร่วม และประเภทผู้นำหุ้นส่วนความร่วมมือ ระดับดีเด่น ในปี 2565 เพื่อถอดบทเรียนการปรับระบบเกษตรด้วยองค์ความรู้ นวัตกรรม และผลงานวิจัย ทั้งด้านการบริหารจัดการตลาดสินค้าเกษตรบนพื้นที่สูง การพัฒนาอาชีพภายใต้ระบบเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเกษตรมูลค่าสูง รวมทั้งถอดบทเรียนการแก้ไขปัญหา อนุรักษ์ และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบนพื้นที่สูง การบริหารจัดการน้ำบนพื้นที่สูง และการบริหารจัดการวิสาหกิจชุมชนเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยบทเรียนทั้งหมดเพื่อขยายผลอันเป็นประโยชน์ในการเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรของทุกหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการบูรณาการและขับเคลื่อนงานพัฒนาพื้นที่สูงร่วมกับ สวพส.


        นายเมธี พยอมยงค์ ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (สวพส.) กล่าวว่า หลักสูตร นักพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืนแบบโครงการหลวง นับเป็นองค์ความรู้แห่งความสำเร็จของสวพส.ที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ในการปฏิบัติงานพัฒนาพื้นที่สูงจริงตลอดหลายปีที่ผ่านมา กระทั่งสามารถสร้างให้เกิดเครือข่ายความร่วมมือ ระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดและหน่วยงานบูรณาการในการพัฒนาพื้นที่สูงแบบบูรณาการ โดยเฉพาะผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรในปีนี้จะมีทั้งบุคลากรของภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น บุคลากรศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (ศศช.) หน่วยงานบูรณาการที่เกี่ยวข้อง และบุคลากรของ สวพส. เพื่อให้มีความรู้เข้าใจหลักการและวิธีการพัฒนาอย่างยั่งยืนแบบโครงการหลวง และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ทันที และที่สำคัญยังเป็นการสร้างความร่วมมือกับ สวพส. ในการกระจายการพัฒนาไปสู่พื้นที่สูงต่าง ๆ ได้ ตามนโยบายเป้าหมายของรัฐบาลอันจะก่อให้เกิดการประสานพลัง ในการสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมุ่งมั่นพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน อนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และสร้างประโยชน์สุขแก่ประเทศชาติและบ้านเมือง ต่อไป 


ททท. เตรียมบุก ตลาดการท่องเที่ยวเรือสำราญทางน้ำ Marine Tourism ป้อน นักท่องเที่ยวคุณภาพ ทั้งในและต่างประเทศ

ททท. เตรียมบุก ตลาดการท่องเที่ยวเรือสำราญทางน้ำ Marine Tourism ป้อน นักท่องเที่ยวคุณภาพ ทั้งในและต่างประเทศ



       นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ รองผู้ว่าด้านตลาดในประเทศ ททท เป็นประธานการประชุมหารือ พร้อมด้วย คณะผู้บริหาร ททท. คณะผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดระยอง ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวในพื้นที่สมุยและสุราษฏร์ธานี เพื่อหาแนวทางการสร้างเส้นทางท่องเที่ยวทางเรือ Marine Tourism เชื่อมโยง ระยอง-สุราษฎร์ธานี เพื่อเป็นการกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวในพื้นที่เกาะสมุยและภาคใต้ เดินทางไปท่องเที่ยวภาคตะวันออก เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2566


        รวมถึงการส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางท่องเที่ยวในเกาะสมุย ให้เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในพื้นจังหวัดระยอง ชลบุรี โดยเฉพาะในช่วงเดือน เมษายน- กรกฎาคม ที่จะถึงนี้ ซึ่งเป็นฤดูกาลผลไม้ภาคตะวันออก โดยทางผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวจังหวักระยองก็จะขายเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยง โดยเฉพาะกลุ่ม Coporate ที่มีในพื้นที่ระยองกว่า 4,000 บริษัท ให้เดินทางมาท่องเที่ยวในพื้นที่สมุย และสุราษฏร์ธานี ด้วยเช่นกัน


         ทั้งนี้ผลสรุปจากการหาคือดังกล่าวเชื่อว่าจะสามารถช่วยกันกระตุ้นและส่งเสริมให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวทางเรือมากยิ่งขึ้น 

#marinerourism

#Rayong-Samui 

#Amazingthailand

#365วันมหัศจรรย์เมืองไทย

#GuruChill

#Doodeevarity

#เรื่องเล่านักเดินทาง

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ลดความเหลื่อมล้ำ ขยายโอกาส สร้างอาชีพ สร้างชีวิตอย่างเท่าเทียมแก่ชาวพิษณุโลก

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ลดความเหลื่อมล้ำ ขยายโอกาส สร้างอาชีพ สร้างชีวิตอย่างเท่าเทียมแก่ชาวพิษณุโลก  ลงพื้นที่มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพแก่ผู้ยากไร้ ...