วันพุธที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2565

ชวนทุกคนมาถ่ายรูป สัมผัสความงดงามทั่วพระนครในงาน "Amazing Blooming Bangkok" เบ่งบานกลางกรุง

ชวนทุกคนมาถ่ายรูป สัมผัสความงดงามทั่วพระนครในงาน "Amazing Blooming Bangkok" เบ่งบานกลางกรุง

       นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ  การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาร่วมชมงานนิทรรศการแสดงผลงานทางศิลปะภายใต้ชื่องาน “Amazing Blooming Bangkok” เบ่งบานกลางกรุง ณ ย่านเมืองเก่า กรุงเทพมหานคร รวม 8 จุดหลัก ภายใต้แนวคิดหลักในการนำเสนอ Street Art ของกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 21  มิถุนายน  2565


            งาน “Amazing Blooming Bangkok” จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศตามแนวทางของรัฐบาลในปี 2565 ซึ่งเป็นปีท่องเที่ยวไทย รวมถึงเพื่อฟื้นฟูธุรกิจท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจให้สามารถขับเคลื่อนและเติบโตภายใต้สถานการณ์โควิด-19

          งานนิทรรศการดังกล่าว เป็นการจัดกิจกรรมทางการตลาดในรูปแบบใหม่ ที่ทางกลุ่มงานอำนวยการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เล็งเห็นความสำคัญของการนำสินค้าทางการท่องเที่ยวสู่การสร้างประสบการณ์ และการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยแบบ Visual Mapping และสร้างบรรยากาศที่น่าประทับใจ รวมทั้งสามารถถ่ายภาพความประทับใจและเผยแพร่ผ่านสื่อออนไลน์ช่องทางต่างๆ ซึ่งจะนำเสนอถึงความมีชีวิตชีวาของกรุงเทพมหานครได้เป็นอย่างดี โดยงานจะมีขึ้นในช่วงวันที่ 17 - 26 มิถุนายน 2565 

       การดำเนินงานจัดกิจกรรมงานนิทรรศการแสดงผลงานทางศิลปะ ภายใต้ชื่องาน “Amazing Blooming Bangkok” เบ่งบานกลางกรุง ณ ย่านเมืองเก่า กรุงเทพมหานคร ภายใต้แนวคิดหลักในการนำเสนอ Street Art ของกรุงเทพมหานคร โดยนำเสนอผ่าน 8 ชิ้นงานโดย 5 ศิลปิน ดังนี้

1. การสร้างสีสันด้วยภาพ Visual Mapping จำนวน  1  ชิ้นงาน ภายใต้ชื่อผลงาน Season of Bloom โดยศิลปิน Squaredots บริเวณป้อมพระสุเมรุ และมิวเซียมสยาม

2. การสร้างจุดถ่ายรูปจากดอกไม้ประดิษฐ์ โดยสร้างให้มีความสอดคล้องกับทัศนียภาพ จำนวน 2 ชิ้นงาน  ภายใต้ชื่อผลงาน Butterfly effect และ The happiness circle โดยศิลปิน Rakdok  บริเวณโรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ และหอศิลป์ ณ บ้านเจ้าพระยาตามลำดับ

3. การสร้างจุดถ่ายรูปโดยการสร้างชิ้นงาน Installation Art บนรถโดยสารประจำทางที่เป็นสัญลักษณ์ของกรุงเทพมหานคร จำนวน  1  ชิ้นงาน ภายใต้ชื่อผลงาน The blooming bus บริเวณพิพิธภัณฑ์เหรียญกษาปณานุรักษ์

4. จัดสร้างบรรยากาศการนำเสนอระหว่างความเป็นศิลปะแนวใหม่จำนวน 2 ชิ้นงาน ภายใต้ชื่อผลงาน SEAT A SOUL โดยศิลปิน TEAYIIARTWORKS X RHYTHMTHINKER และผลงาน Flower X-Ray โดยศิลปิน Rakdok  บริเวณมิวเซียมสยาม

5. จัดสร้างบรรยากาศจากการ Printing Art กำแพงและธงแห่งศิลปะ จำนวน 2 ชิ้นงาน ภายใต้ชื่อผลงาน BOO In Blooming และ Blossoms the town โดยศิลปิน  Akkarapon Munlod (OREOJIMNOM) บริเวณสวนสันติชัยปราการ

         ทั้งนี้ งานนิทรรศการแสดงผลงานทางศิลปะ “Amazing Blooming Bangkok”  เบ่งบานกลางกรุง  ณ ย่านเมืองเก่า กรุงเทพมหานคร เกิดขึ้นได้ด้วยความร่วมมือของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับจังหวัดกรุงเทพมหานคร และหน่วยงานภาคเอกชน รวบรวมศิลปินชั้นนำมาร่วมสร้างสรรค์ชิ้นงานศิลปะ รวมถึงยังจัดให้มีกิจกรรมไฮไลท์ภายในงานอย่าง กิจกรรมดนตรีในสวนจากวงดนตรีที่มีชื่อเสียงต่างๆ และ Workshop งานศิลปะ ทุกวันเสาร์และอาทิตย์ของกิจกรรมอีกด้วย เพื่อทำให้กรุงเทพมหานครเป็นเมืองแห่งความสร้างสรรค์ และกระตุ้นให้เกิดรายได้หมุนเวียนในภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวต่อไป

#การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

วันอังคารที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2565

ททท. จัดแสดงพลุ Amazing Thailand Fireworks Festival 2022 @ Hua Hin ณ บริเวณริมหาดหัวดอน เขาตะเกียบ จ.ประจวบคีรีขันธ์ หวังกระตุ้นการเดินทางนักท่องเที่ยว

ททท. จัดแสดงพลุ Amazing Thailand Fireworks Festival 2022 @ Hua Hin  ณ บริเวณริมหาดหัวดอน เขาตะเกียบ  จ.ประจวบคีรีขันธ์ หวังกระตุ้นการเดินทางนักท่องเที่ยว 

             นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เป็นประธานแถลงข่าวการจัดงาน "Amazing Thailand Fireworks Festival 2022 @ Hua Hin" ซึ่งจะจัดให้มีขึ้นระหว่างวันที่ 24-26 มิถุนายน 2565 โดยมีนายวิษณุ อรุณบำรุงวงศ์ รองผู้อำนวยการภูมิภาคภาคกลาง และศิลปินแร๊พชื่อดัง ซีดี-กันต์ธีร์ ปิติธัญ มาร่วมสร้างสีสัน ณ แบมบินี่ วิลล่า พระราม 4 เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2565

              กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เทศบาลเมืองหัวหิน องค์การบริหารส่วนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวหัวหิน-ชะอำ ผนึกกำลังจัดงาน "Amazing Thailand Fireworks Festival 2022 @ Hua Hin" ระหว่างวันที่ 24-26 มิถุนายน 2565 เพื่อผลักดันให้เป็นจุดหมายปลายทางหลักให้แก่นักท่องเที่ยว ส่งเสริมกระตุ้นเศษฐกิจและกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น-ชุมชน เพื่อเสริมสร้างการท่องเที่ยวที่มั่นคงและยั่งยืน

                นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท.เปิดเผยว่า ททท. ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ทั้งโรงแรมที่พัก สายการบิน ร้านค้า ร้านอาหาร ส่วนราชการ สมาคม และชมรมด้านการท่องเที่ยวต่างๆ เพื่อผลักดันการเพิ่มอัตราเฉลี่ยการเข้าพัก (Occupancy Rate) ของโรงแรมทั่วประเทศให้สูงกว่าร้อยละ 55 รวมถึงการเพิ่มอัตราเฉลี่ยการโดยสารเครื่องบิน (Load Factor) เส้นทางภายในประเทศให้สูงกว่าร้อยละ 50 ภายในสิ้นปี 2565 โดยเฉพาะเส้นทางกรุงเทพฯ-สมุทรสาคร-สมุทรสงคราม-เพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์ เป็นแหล่งท่องเที่ยววันหยุดสุดสัปดาห์ยอดนิยมสร้างรายได้กว่า 14,500-16,000 ล้านบาทในช่วงครึ่งปี 2565 และเพื่อต่อยอดการตลาด ด้วย "Event Marketing"

                ททท. จึงจัด "กิจกรรม AmazingThailand Firework Festival 2022 @Hua Hin" ด้วยการแสดงพลุ 1,777 นัด และการแสดงดนตรีสด ลิเก การออกร้านจำหน่ายสินค้าชุมชน และอาหารถิ่น ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานสุขอนามัย Amazing Thailand Safety & Health Administration หรือ SHA ระหว่างวันที่ 24-26 มิถุนายน 2565 ตั้งแต่เวลา 17.00-23.00 น. ณ ริมชายหาดหัวดอน เขาตะเกียบ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

                คาดว่า กิจกรรม Amazing Thailand Firework Festival 2022 @Hua Hin จะสามารถกระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวชาวไทย ตามแนวคิด "เที่ยวเมืองไทย Amazing ยิ่งกว่าเดิม" โดยการส่งมอบประสบการณ์การเดินทางที่น่าประทับใจ ซึ่งจะกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางนอกฤดูกาลท่องเที่ยว (Green Season) ในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม-สิงหาคม 2565 ได้ไม่น้อยกว่า 350,000-450,000คน/เดือน สร้างรายได้สู่อุตสาหกรรมท่องเที่ยว 3,200-3,500 ล้านบาท/เดือน

                งาน "Amazing Thailand Fireworks Festival 2022 @ Hua Hin" จัดขึ้น ณ บริเวณริมหาดหัวดอน เขาตะเกียบ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตั้งแต่เวลา 17.00 - 23.00 น. พบกับการแสดงพลุ ประกอบแสง-สี-เสียงสุดตระการตา จำนวนกว่า 1,777 นัด ชมการแสดงลิเก 2 เทพบุตรสุดที่รัก และการแสดงดนตรีจากศิลปินชื่อดัง อาทิ บี พีระพัฒน์ - วง Paradox - The Parkinson - น้อย วงพรู - บุรินทร์ บุญวิสุทธิ์ - ซีดี-กันต์ธีร์ ปิติธัญ จ๊ะ นงผณี - เบิ้ล ปทุมราช อาร์สยาม และ กระแต-กระต่าย อาร์สยาม อีกทั้งยังมีกิจกรรม AR พาก้าวสู่โลก ME TAVERSE รวมไปถึงการออกร้านจำหน่ายสินค้าชุมชน ร้านอาหารพื้นบ้าน Food Truck

                สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม TAT Contact Centre โทร. 1672 Travel Buddy การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สำนักงานใหญ่)  1600 ถนนเพชรบุรี แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร 10400 โทรศัพท์หมายเลข 0 2250 5500 โทรสารหมายเลข 0 2250 5681 E-mail : prdiv5@tat.or.th

วันจันทร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2565

“กรุงไทยพานิชประกันภัย” คว้ารางวัล “MEA ENERGY AWARDS” อาคารประหยัดพลังงาน

“กรุงไทยพานิชประกันภัย” 

คว้ารางวัล “MEA ENERGY AWARDS” 

อาคารประหยัดพลังงาน 

                    “MEA ENERGY AWARDS” เป็นรางวัลที่มอบให้กับอาคารประหยัดพลังงาน ภายใต้โครงการส่งเสริมการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานในอาคารปีที่ 6 จัดโดยการไฟฟ้านครหลวง หรือ กฟน. (Metropolitan Electricity Authority : MEA)

                         ปี 2565 นี้ บริษัท กรุงไทยพานิชประกันภัย จำกัด (มหาชน) ในนามอาคาร เคพีไอ ทาวเวอร์ คว้ารางวัลดังกล่าวเป็นครั้งที่ 2 ด้วยการดำเนินนโยบายที่ตอกย้ำประสิทธิภาพด้านการบริหารจัดการพลังงานและระบบอากาศภายในอาคารที่มีคุณภาพ

                 ดร. พงษ์ภาณุ ดำรงศิริ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กรุงไทยพานิชประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ เคพีไอ (KPI) กล่าวถึงจุดเริ่มต้นการเข้าร่วมโครงการ “MEA ENERGY AWARDS” ว่าเกิดจากบริษัทฯ ต้องการเดินหน้าสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนหรือ Sustainable Development โดยเน้นหลักปฏิบัติตามมาตรฐานสากลที่ได้นำมาประยุกต์ใช้ตามกรอบ SDGs ของสหประชาชาติ บนแนวคิดของบริษัทที่ว่า “ก้าวอย่างมุ่งมั่นเพื่อวันข้างหน้าที่ยั่งยืน” หรือ “Step for Tomorrow Sustainability  ทั้ง 3 ด้าน ประกอบด้วยการมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (Good Health and Well Being) การรับมือกับสภาวะโลกร้อน (Climate Action) การผลิตและการบริโภคอย่างรับผิดชอบ (Responsible Consumption)

       เมื่อการใส่ใจรับผิดชอบต่อสภาวะโลกร้อนและสิ่งแวดล้อมเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่กรุงไทยพานิชประกันภัยให้ความสำคัญ จึงได้มีแผนจัดการดูแลอาคาร เคพีไอ ทาวเวอร์ ซึ่งเป็นอาคารสำนักงานของกรุงไทยพานิชประกันภัยตั้งแต่แรกเริ่มก่อสร้างอาคาร 

     เริ่มต้นดี...มีชัยไปกว่าครึ่ง กรุงไทยพานิชประกันภัยได้เริ่มก่อสร้างอาคาร เคพีไอ ทาวเวอร์ แห่งนี้ในปี 2552 หรือเมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมา โดยวางคอนเซ็ปต์การก่อสร้างอาคารให้เป็นอาคารประหยัดพลังงาน ตัวอาคารมีการก่อสร้างด้วยการใช้ผนังกระจกโดยรอบ เพื่อให้มีแสงธรรมชาติส่องถึงเข้ามาภายในอาคารทำให้ลดการใช้พลังงานไฟฟ้า ระบบจัดการอากาศหมุนเวียนภายในอาคาร รวมถึงโครงการอื่นๆ ที่บริษัททำอย่างต่อเนื่องเช่น การเปลี่ยนหลอดไฟฟ้าในบางพื้นที่ของอาคารให้เป็นหลอดประหยัดไฟอัตโนมัติ และเปลี่ยนหลอดไฟเป็น LED T5 ที่ประหยัดกว่าหลอดประเภทอื่นประมาณ 40 - 50 % ปรับปรุงระบบปรับอากาศให้ใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า กำหนดนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและรณรงค์ให้ความรู้ด้านการลดการใช้พลังงานแก่พนักงานหรือผู้ใช้อาคารให้ร่วมกันประหยัดพลังงานอย่างต่อเนื่อง มีการวัดค่า PM 2.5 เพื่อให้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน เรื่องความสะอาดอาคาร กำจัดฝุ่นละอองอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดปัญหาที่อาจกระทบต่อสุขภาพของพนักงานและผู้ใช้อาคาร มุ่งเน้นให้มีการดูแลพื้นที่ปฏิบัติงานให้มีสภาพแวดล้อมที่ดี ปลอดภัย และน่าอยู่อย่างสม่ำเสมอ

             นอกจากนี้ กรุงไทยพานิชประกันภัย ยังนำแนวคิดแผนพัฒนาที่ยั่งยืนหรือ Sustainable Development ที่ได้วางแผนโครงการต่างๆ เพื่อมุ่งสู่การลดใช้พลังงานในปี 2565 ในหลากหลายแนวทาง เช่น สนับสนุนการใช้พลังงานทางเลือก เช่น ใช้รถไฟฟ้า (Electric Vehicle : EV) ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ทั้งสำนักงานใหญ่และสำนักงานสาขาต่าง ๆ 

     ขณะเดียวกันกรุงไทยพานิชประกันภัยมีเป้าหมายในการดูแลด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงาน โดยมุ่งเน้นการ เติบโตสู่อนาคตที่ยั่งยืน “Step for Tomorrow Sustainability” ขับเคลื่อนธุรกิจบนรากฐานที่มั่นคงแข็งแกร่ง โดยยึดหลักบรรษัทภิบาล มุ่งเน้นความเป็นธรรม โปร่งใสและตรวจสอบได้ โดยคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม พร้อมกับเดินหน้าสู่ก้าวที่ยิ่งใหญ่ด้วยการดำเนินตามนโยบายที่วางไว้

                    ส่วนการรับมือกับสภาวะโลกร้อน (Climate Action) ภายใต้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นความท้าทายสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์อย่างมาก โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล การเกิดภัยพิบัติ การเปลี่ยนรูปแบบการกระจายของเชื้อโรคและพาหะนำโรค ซึ่งเกิดจากปัจจัยสำคัญคือ ก๊าซเรือนกระจก สนับสนุนให้เกิดกิจกรรมในการ ลด ละ เลิกการใช้ทรัพยากรที่ทำลายสิ่งแวดล้อม รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถรับมือกับปัญหาภัยธรรมชาติได้ดีขึ้น ตลอดจนการลงทุนในองค์กรวิสาหกิจที่ช่วยลดปัญหาสภาวะโลกร้อน

                นอกจากนี้ยังตระหนักถึงการมีสุขภาพที่ดีและความเป็นอยู่ที่ดี (Good Health and Well Being) โดยการสร้างหลักประกันการมีสุขภาพดีและส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีสำหรับทุกคน ทุกวัย บริษัทฯ ได้พัฒนาออกแบบผลิตภัณฑ์ประกันภัยและพัฒนาการให้บริการ เพื่อดูแลลูกค้าและยังให้ความสำคัญกับกลุ่มลูกค้าผู้สูงวัย กลุ่มลูกค้าเปราะบาง ให้สามารถเข้าถึงการประกันภัยประเภทต่างๆ ได้ง่ายขึ้น โดยสามารถนำมาใช้เป็นหลักประกันความมั่นคงของครอบครัวได้ อย่างไรก็ตามการผลิตและการบริโภคอย่างรับผิดชอบ (Responsible Consumption and Production) สามารถบริโภคแบบรักษ์โลกได้ เพื่อส่งให้คนรุ่นลูก รุ่นหลาน ของเรายังได้มีกินมีใช้กันต่อไปในอนาคต

             “รางวัล “MEA ENERGY AWARDS”  ถือเป็นรางวัลแห่งความภูมิใจของกรุงไทยพานิชประกันภัย ที่ได้รับรางวัลนี้อีกครั้ง โดยครั้งแรกได้รับเมื่อปี 2560 ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงการรักษาคุณภาพและความใส่ใจต่อการบริหารจัดการอาคารที่มีประสิทธิภาพได้อย่างต่อเนื่อง จนทำให้อาคาร เคพีไอ ทาวเวอร์ ยังเป็นอาคารที่ได้มาตรฐานในการประหยัดพลังงานมาโดยตลอด” ดร. พงษ์ภาณุ กล่าวเพิ่มเติม

                  กรุงไทยพานิชประกันภัยยืนยันเดินหน้าสนับสนุนทุกกิจกรรมที่สามารถช่วยดูแลโลกและสังคมส่วนรวมให้เกิดการพัฒนาไปได้อย่างยั่งยืนในทุกมิติ 






วันศุกร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2565

งานเทศกาลทุเรียนและผลไม้เมืองลับแล เทศบาลตำบลหัวดง อำเภอลับแล จ.อุตรดิตถ์

งานเทศกาลทุเรียนและผลไม้เมืองลับแล

เทศบาลตำบลหัวดง อำเภอลับแล จ.อุตรดิตถ์

นายวิรุจ  สุกสา  นายกเทศบาลตำบลหัวดงและคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่พร้อมด้วย พ.ต.อ.สุเอก ฉิมธนทรัพย์ ผกก.สภ.ลับแล นายอนันต์ สีแดง ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานแพร่ นางเรณู อินศิริ ปลัดอาวุโสอำเภอลับแล พร้อมด้วยผู้เข้าร่วมงานและประชาชน รวมทั้งเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนเข้าร่วมงานเทศกาลทุเรียนและผลไม้เมืองลับแล ที่อาคารหอประชุมตลาดกลางผลไม้เทศบาลตำบลหัวดง ตำบลแม่พูล อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 6525


ด้วยพื้นที่ตำบลแม่พูล อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ราษฎรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำสวน เช่น ทุเรียน ลางสาด ลองกอง เป็นอาชีพหลักในช่วงเดือนพฤษภาคม - สิงหาคม เป็นช่วงที่ผลผลิตของทุเรียนจะออกสู่ตลาดมากโดยเฉพาะทุเรียนหลง - หลินลับแล ซึ่งเป็นทุเรียนพันธุ์พื้นเมืองอำเภอลับแลที่ได้รับยอดเยี่ยมจากการประกวดทุเรียนที่ปลูกจากเมล็ด ซึ่งร่วมดำเนินการจัดประกวดระหว่างกรมวิชาการการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตรและจังหวัดอุตรดิตถ์เป็นทุเรียนพื้นเมืองพันธุ์ดีที่สุดของจังหวัดอุตรดิตถ์

ดังนั้นเพื่อเป็นการส่งเสริมเผยแพร่ชื่อเสียงทุเรียนของจังหวัดอุตรดิตถ์ โดยเฉพาะทุเรียนหลงลับแล หลินลับแลให้เป็นที่นิยมของผู้บริโภคในลำดับต้นๆ ขอประเทศ ให้คงอยู่และสร้างความนิยมให้เพิ่มสูงขึ้น เพื่อกระตุ้นให้เกษตรกรปรับปรุงคุณภาพผลผลิตทุเรียนให้ดีขึ้นตรงตามความต้องการของตลาดและเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวในตำบลแม่พูล อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ให้เพิ่มสูงขึ้นอีกทางหนึ่ง และเป็นการสร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่ ตลอดจนเป็นการประชาสัมพันธ์ทุเรียนหลงลับแล - หลินลับแลซึ่งเป็นทุเรียนสายพันธุ์ของอำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้นเทศบาลตำบลหัวดง จึงได้จัดงานเทศกาลทุเรียนและผลไม้เมืองลับแล(มหัศจรรย์ ทุเรียนหลง - หลินลับแล) ประจำปี 2565 ขึ้นมาในวันนี้

 

Wellness Tourism การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ยูนิคอร์นใหม่เศรษฐกิจไทย “ยุคโควิด”

Wellness Tourism การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ 

ยูนิคอร์นใหม่เศรษฐกิจไทย “ยุคโควิด”

     ก่อนการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 กระแสการดูแลสุขภาพเริ่มเป็นที่สนใจของผู้คนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และ การระบาดของเชื้อไวรัส ยิ่งกลายเป็นตัวกระตุ้นกระแสรักสุขภาพมากขึ้นเป็นเท่าทวีคูณไปทั่วโลก เพราะมนุษย์เริ่มตระหนักว่า หนึ่งในวิธีสำคัญที่จะต่อสู้กับเชื้อโรคผู้รุกรานนั่นก็คือ การทำให้ตัวเราแข็งแรง มีเกราะป้องกันที่มีคุณภาพที่สุด มีภูมิต้านทานสูงขึ้น ซึ่งการจะได้มาซึ่งสิ่งเหล่านี้ ต้องอาศัยความมีวินัย ความรู้ ในการหมั่นบำรุงดูแลร่างกายของเราอยู่เสมอ เพราะกว่าจะได้รับสุขภาพดีต้องใช้เวลา

     ปัจจัยอีกข้อหนึ่งที่ทำให้การดูแลสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญมากขึ้นและมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นก็คือ หลายประเทศทั่วโลกกำลังทยอยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ข้อมูลจากองค์การสหประชาชาติ หรือ UN ในปี ค.ศ. 2020 ทั่วโลกมีประชากรผู้สูงอายุเกิน 60 ปี เฉลี่ยประมาณ 13.5% หรือเป็นจำนวนประมาณ 1,049 ล้านคนทั่วโลก และจะเพิ่มเป็น 21% หรือ 2,100 ล้านคนในปี ค.ศ. 2050 สำหรับประเทศไทย ข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในปี พ.ศ. 2564 เรามีผู้สูงอายุที่อายุเกิน 60 ปี ราวๆ 13 ล้านคน หรือประมาณ 20% ถือว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก และมีการประเมินว่า ในอีก 10 ปีข้างหน้า ปี พ.ศ. 2575 ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสูงสุดคือ มีคนอายุเกิน 60 ปี สูงถึง 28% ซึ่งแน่นอนย่อมส่งผลกระทบต่อประเทศไปในวงกว้าง ทั้งภาคเศรษฐกิจ ภาคสังคมและระดับครอบครัว “เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่”

         หมอแอมป์-นพ.ตนุพล วิรุฬหการุญ นายกสมาคมแพทย์ฟื้นฟูสุขภาพและส่งเสริมการศึกษาโรคอ้วน กรุงเทพ (BARSO) และประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก (BDMS Wellness Clinic) กล่าวแสดงความกังวล “เพราะเมื่อผู้สูงอายุมากขึ้น แต่คนเกิดน้อยลง คนวัยทำงานจึงลดจำนวนลงด้วย ทำให้ต้องทำงานหนักขึ้น เพื่อมาเลี้ยงดูทั้งครอบครัว ไม่ใช่แค่ภรรยา สามีและลูก แต่รวมถึงคุณพ่อคุณแม่ ไปจนถึงรุ่นปู่ย่าตายาย” 

     ในปี พ.ศ. 2564 ประเทศไทยมีอัตราการเกิดน้อยกว่าอัตราการเสียชีวิต สิ่งนี้ส่งผลกระทบในวงกว้าง ตั้งแต่ระดับเล็กจนไปถึงระดับใหญ่ เมื่อประเทศมีคนทำงานน้อยลง ศักยภาพในการเดินหน้าผลักดันประเทศก็จะน้อยลงตามไปด้วย การจัดเก็บภาษี การจัดเก็บรายได้ก็จะน้อยลง ต้องพึ่งพาการนำเข้าแรงงานจากต่างประเทศมากขึ้น ดังนั้นย่อมดีกว่า หากมีการวางแผนดูแลสุขภาพตัวเราและผู้ใหญ่ในบ้านให้อายุมากขึ้นแบบมีคุณภาพ ร่างกายแข็งแรง ไม่มีโรครุมเร้า และช่วยเหลือตัวเองได้ 

   ปัจจัยอีกข้อหนึ่งที่ผลักดันให้มนุษย์หลายคนหันกลับมาวางแผนดูแลสุขภาพตั้งแต่ยังไม่เจ็บป่วย ก็คือโรคที่เกิดจากน้ำมือตัวเรา หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ Non-communicable diseases (NCDs)’ กลุ่มโรคนี้เป็นปัจจัยกระตุ้นให้คนทั้งโลกเริ่มหันมาใส่ใจสุขภาพ เพราะกลุ่มโรค NCDs เปรียบเสมือนเพชฌฆาตเงียบ ที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามา แอบซ่อนเข้ามาในรูปแบบต่างๆ เช่น การนอนน้อย ความเครียดสะสม การรับประทานอาหารไม่ดี ไม่มีประโยชน์ เช่น อาหารหวานจัด มันจัด เค็มจัด เนื้อสัตว์แปรรูป น้ำตาล High Fructose Corn Syrup (HFCS) ไขมันทรานส์ ไขมันอิ่มตัว การไม่ออกกำลังกาย การขยับตัวน้อยๆ ไปจนถึงสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษต่างๆ สุรา บุหรี่ และฝุ่นละออง PM 2.5 เป็นต้น  

    ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก หรือ WHO รายงานว่า ในปี พ.ศ. 2563 ผู้เสียชีวิตทั่วโลกจากกลุ่มโรค NCDs สูงถึง 71% หรือเป็นจำนวน 41 ล้านคนทั่วโลก และในปี พ.ศ. 2562 คนไทยเสียชีวิตด้วยกลุ่มโรค NCDs สูงถึง 76.58% มากกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก หรือนับเป็นจำนวนเท่ากับ 351,880 คน ถูกหากคำนวณง่ายๆ ทุกๆ 1 ชั่วโมง จะมีผู้เสียชีวิตจากโรค NCDs สูงถึง 44 คน

   กลุ่มโรค NCDs หรือ กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ประกอบไปด้วยโรคต่างๆ ที่ส่วนใหญ่เกิดมาจากหลายปัจจัย ทั้งพันธุกรรม สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิต แต่สิ่งที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ด้วยตัวเอง ตั้งแต่วันนี้คือ "วิถีชีวิต" ขึ้นอยู่กับการประพฤติปฏิบัติตัวของเรา กลุ่มโรค NCDs ประกอบไปด้วย

1. โรคหลอดเลือดสมองตีบหรือแตก หรือ Stroke โรคนี้คร่าชีวิตประชากรไทยเป็นอันดับหนึ่งในตระกูลโรค NCDs 2. โรคเบาหวาน 3. โรคความดันโลหิตสูง 4. โรคหลอดเลือดหัวใจ 5. โรคมะเร็งหลายชนิด 6. โรคทางเดินหายใจและปอด และ 7. โรคสุดท้าย คือ โรคอ้วน 

     จากข้อมูลทั้งหมดที่กล่าวมา ทำให้ “กระแสการดูแลสุขภาพ” เติบโตไปทั่วโลก สถาบันโกลบอลเวลเนส (Global Wellness Institute; GWI) ประเมินมูลค่าเศรษฐกิจสุขภาพทั่วโลก (Global Wellness Economy) พบว่ามีการเติบโตขึ้นอย่างมากตลอดหลายปีที่ผ่านมา มูลค่าการตลาดทางด้านสุขภาพทั่วโลก ในปี พ.ศ. 2560 อยู่ที่ 4.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ในปี พ.ศ. 2562 ขยับสูงขึ้นมาอยู่ที่ 4.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ  เฉลี่ยเติบโต ประมาณ 6-7 % ทุกปีติดต่อกันมาตลอดหลายปี จนมาถึงช่วงโควิดระบาด ส่งผลกระทบให้การเดินทางยากขึ้น หลายประเทศมีการปิดเส้นทางการเดินทาง ต้องอยู่แต่ในประเทศตัวเอง เพื่อการควบคุมโรค ทำให้มูลค่ารวมของกระแสธุรกิจทางด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นมาตลอด 10 ปี ร่วงลงไป ในปี พ.ศ. 2563 ร่วงลงมาอยู่ที่ 4.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ  

          แม้ว่าภาพรวมมูลค่าเศรษฐกิจจะตกลง แต่ยังมีอยู่ 4 สาขาที่ยังคงเติบโตสวนกระแส แม้กระทั่งช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด 19 นั่นคือ

         Wellness Real Estate หรือ อสังหาริมทรัพย์ที่เกี่ยวกับเรื่องสุขภาพ เติบโตขึ้นมาในปี พ.ศ. 2563 มูลค่าสูงถึง 275,100 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ เติบโตกว่าปีก่อนหน้าถึง 22.1% ถึงแม้ว่าช่วงที่โควิดระบาดนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเดินทางไม่ได้ ธุรกิจโรงแรมเป็นธุรกิจที่ได้รับผลกระทบสูงมาก แต่อสังหาริมทรัพย์หลายที่ทั้งในกลุ่มโรงแรมและที่อยู่อาศัย ได้ปรับตัวเองให้เอื้อไปทางด้านสุขภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งเครื่องกรองอากาศ การฆ่าเชื้อ หรือปรับสถานที่ให้เอื้อกับผู้สูงอายุ นั่นคือหลักการที่ทำให้สาขานี้เติบโตทั่วโลกสูงเป็นอันดับหนึ่งในกลุ่มการดูแลสุขภาพมากถึง 22.1% ในปีที่ผ่านมา

        Mental Wellness เป็นสาขาที่เกี่ยวกับสุขภาพจิต การลดความเครียด การนอนที่มีคุณภาพ ไปจนถึงการนั่งสมาธิ หรืออื่นๆ ที่ช่วยในการดูแลจิตใจ เป็นสาขาที่เกิดมาใหม่ แต่เติบโตได้อย่างรวดเร็ว มูลค่าในปี พ.ศ. 2563 ที่ผ่านมา สูงถึง 131,200 ล้านเหรียญสหรัฐ เติบโตมากถึง 7.2% เป็นอีกสาขาที่เติบโตสวนกระแสโควิด เพราะเมื่อมีโรคระบาด ผู้คนย่อมมีความเครียด ต้องหาวิธีในการจัดการ ควบคุม หรือระบายความเครียดออกไป ยิ่งดูแลสุขภาพจิตได้เร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งดี

    Public Health, Preventive and Precision Medicine หรือภาคสาธารณสุข เวชศาสตร์ป้องกัน และการแพทย์เฉพาะบุคคล เน้นการตรวจสุขภาพเชิงป้องกัน ดูแลร่างกายก่อนการเจ็บป่วย เพื่อที่จะทราบความเสี่ยงของโรค และวางแผนการดูแลตัวเองอย่างดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ สาขาดังกล่าวเติบโตทั่วโลกสูงถึง 4.5% มูลค่าในปี พ.ศ. 2563 อยู่ที่ 375,400 ล้านเหรียญสหรัฐ

       Healthy eating, Nutrition and Weight loss เกี่ยวข้องกับอาหารสุขภาพ อาหารที่รับประทานแล้วดีกับร่างกาย อาหารไขมันต่ำ อาหารน้ำตาลต่ำ อาหารโซเดียมต่ำ อาหารลดน้ำหนัก อาหารออร์แกนิค ในปีพ.ศ. 2563 สาขานี้มูลค่าสูงถึง 945,500 ล้านเหรียญสหรัฐ เติบโตสูงขึ้น 3.6%

        ทั้งหมดนี้คือ 4 สาขาที่เติบโตขึ้น แม้ว่าจะอยู่ในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 ส่วนสาขาที่มูลค่าลดลงมากที่สุดคือ Wellness Tourism เพราะข้อจำกัดทางด้านการเดินทางและการควบคุมโรคระบาด 

             คุณหมอแอมป์จะมาเจาะลึก Wellness Tourism หรือ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพื่อสร้างความเข้าใจในรายละเอียด ว่าการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพคืออะไร 

            มูลค่าของ Wellness Tourism ในปี พ.ศ. 2561 มีมูลค่าสูงถึง 617,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปีต่อมาพ.ศ. 2562 เติบโตขึ้นถึง 720,400 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 8.1% ต่อปี สูงกว่าค่าเฉลี่ยมูลค่าโดยรวมของสาขาธุรกิจเวลเนสทั้งหมดที่เติบโตปีละ 6.4% อย่างไรก็ตามปี พ.ศ. 2563 มาตรการควบคุมโรคโควิด 19 ทำให้มูลค่าตลาดเล็กลง เหลือเพียง 435,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ตกลงมาถึง 39.5% และมีการคาดการณ์ว่า ในปี พ.ศ. 2564 ที่ผ่านมา มูลค่าได้กลับมาเท่ากับ 652,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกลับมาเติบโต 20.9 % 

      คุณหมอแอมป์แสดงความคิดเห็นว่า “ถ้ากลับมาเปิดประเทศ หรือโรคระบาดสามารถควบคุมได้ ความอันตรายลดลง การเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยว จะช่วยให้กระแสการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพกลับมาแน่นอน” จากการประเมินของ Global Wellness Institute การท่องเที่ยงเชิงสุขภาพ จะกลับมาเติบโตแบบก้าวกระโดด จากปีนี้ไปอีกหลายปี โดยเติบโตเฉลี่ยสูงถึงปีละ 20.9% และมูลค่าสาขานี้จะทะลุ 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในปี พ.ศ. 2567 พอรู้อย่างนี้แล้ว ผู้ประกอบการสามารถเตรียมตัวให้พร้อมไว้ได้เลย 

       จากรายงานของ Global Wellness Institute ในปี พ.ศ. 2561 อัตราการเติบโตของ Wellness Tourism ในทวีปเอเชีย สูงเป็นอันดับ 1 ของโลก เติบโตขึ้น 33% จาก 194 ล้านทริป เป็น 258 ล้านทริปภายในช่วงเวลาสองปี เช่นเดียวกับประเทศไทยซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวชั้นนำของนักท่องเที่ยวหลากหลายกลุ่มมาอย่างยาวนาน การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจะเป็นอีกหนึ่งอาวุธสำคัญที่เข้ามาช่วยเพิ่มศักยภาพของอุตสากรรมการท่องเที่ยวให้กับประเทศ เพราะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูง มีจำนวนวันพักที่ยาวนาน และมีการใช้จ่ายเฉลี่ยต่อการท่องเที่ยวแต่ละครั้งสูงกว่านักท่องเที่ยวแบบปกติ โดยข้อมูลจาก Global Wellness Institute รายงานว่านักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพมีค่าใช้จ่ายต่อหัว ประมาณ 50,000 กว่าบาท ต่อการเที่ยวหนึ่งครั้ง ซึ่งสูงกว่านักท่องเที่ยวแบบปกติถึง 53%  และแน่นอนว่า เมื่อการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 จบลง หลายประเทศจะหันมาผลักดันตลาดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพกันมากขึ้น 

“คิดภาพตามนะครับ ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบในหลายๆ ด้าน หากเราสามารถขยายฐานตลาดการท่องเที่ยวเพิ่มได้ สร้างแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวพักผ่อนใช้จ่ายในประเทศเรามากขึ้น เม็ดเงินก็จะไหลเวียนเข้าสู่เศรษฐกิจมากขึ้นด้วย เกิดประโยชน์ให้ประเทศได้ในหลายภาคส่วน”

     ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ปี พ.ศ. 2560 ประเทศไทยเรามีนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพสูงถึง 12.5 ล้านคนต่อปี สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวได้สูงถึง 409,000 ล้านบาท การจ้างงานสูงถึง 530,000 คน ประเทศเราติดอันดับ 4 ของเอเชีย ในด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ รองจากจีน ญี่ปุ่น และอินเดีย เติบโตเป็นอันดับ 10 ของโลก และมีโอกาสไต่อันดับขึ้นมาได้อีก หากวางแผนรองรับนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจากทั่วโลกอย่างเหมาะสม ประเทศไทยยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ดึงดูดใจนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพให้เดินทางเข้ามาท่องเที่ยว

1. การวิจัยจากมหาวิทยาลัย John Hopkins ให้ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 6 ของโลก หรือที่ 1 ของเอเชีย จาก 195 ประเทศทั่วโลก ในเรื่องดัชนีความมั่นคงทางด้านสุขภาพ

2. ประเทศไทยเป็น Medical Hub ในการให้บริการทางการแพทย์ระดับโลก และมีโรงพยาบาลที่ได้รับการรับรอง JCI สูง ติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก ทำให้นักท่องเที่ยวเกิดความมั่นใจว่าถ้าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน คุณภาพของการรักษาพยาบาลประเทศในประเทศไทยสามารถดูแลรักษาตัวเขาหรือครอบครัวของเขาได้

3. ติดอันดับที่ 2 ของโลก จากการโหวตให้เป็นประเทศเป้าหมายที่อยากคนอยากมาท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ รองจากออสเตรเลีย จากการจัดอันดับของ Wellness Tourism Initiative 2020 

4. กรุงเทพฯ ได้รับการจัดเป็นอันดับที่ 1 ของโลก สำหรับสถานที่เหมาะสำหรับทำงานไปด้วยท่องเที่ยวไปด้วย หรือที่เรียกว่า Workation จาก Holidu Magazine UK ตามมาด้วย เชียงใหม่ ภูเก็ต ได้อันดับ 10 ของโลก

5. ประเทศไทยถูกจัดให้อยู่อันดับ 5 ของโลก จาก Money UK เป็นสถานที่ที่คนเกษียณอายุอยากไปอยู่ที่สุด 

6. กรุงเทพมหานคร ได้อันดับ 1 ของ Best Cities จากการสำรวจ Readers’ Choice Awards 2022 ของนิตยสาร DestinAsian  

      ประเทศไทยถือว่ามีจุดแข็งในเรื่องของเอกลักษณ์วัฒนธรรม ประเพณี อาหารไทย อย่างแกงมัสมั่น ต้มยำกุ้ง และส้มตำ (ถูกจัดอันดับ 50 อาหารที่ดีที่สุดในโลกโดย CNN) ภูมิปัญญาท้องถิ่น เกษตรอินทรีย์  นวดแผนโบราณ ซึ่งจัดเป็น อำนาจอ่อน (Soft Power) ที่สามารถนำมาใช้ส่งเสริมภาคการท่องเที่ยว เพื่อดึงดูดให้คนเดินทางเข้าสู่ประเทศ ซึ่งประเทศไทยถูกจัดให้อยู่อันดับที่ 35 จาก Global Soft Power Index 2022 จัดทำโดย Brand Finance

    แม้ว่าความหมายของนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจะแตกต่างกันในรายละเอียดของแต่ละประเทศ แต่จะมีส่วนหลักๆ ที่คล้ายกัน คือ ‘คนที่มาเที่ยวไม่ได้ป่วย’ แต่เน้นการเที่ยวแบบดูแลสุขภาพไปด้วย “อาจมีการพบแพทย์ เพื่อตรวจสุขภาพ ตรวจระดับไขมัน ระดับน้ำตาลในเลือด ไขมันพอกตับ การแพ้อาหาร หรือเจาะรหัสพันธุกรรม เพื่อดูความเสี่ยงของโรคต่างๆในอนาคต ก่อนกลับประเทศก็มาฟังผลตรวจสุขภาพ ปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการดูแลสุขภาพ” คุณหมอแอมป์อธิบายให้เราเห็นภาพมากยิ่งขึ้น

        นักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพบางกลุ่ม ต้องการรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ อาหารเกษตรอินทรีย์ อาหารท้องถิ่นที่มีเรื่องราว ผู้ประกอบการสามารถเพิ่มมูลค่าของอาหารได้จากตรงนี้ เมื่ออาหารมีเรื่องราว จะมีความน่าสนใจ น่ารับประทานมากขึ้น อาหารจะต้องไม่หวานจัด เค็มจัด มันจัด หรือเป็นอาหารแปรรูปต่างๆ ควรเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ 

     ส่วนบางกลุ่มต้องการมาดูแล ลดความเครียด ผ่อนคลายสุขภาพจิต ประเทศไทยมีทางเลือกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นคอร์สนั่งสมาธิ การปฏิบัติธรรม การเดินจงกรม การเล่นโยคะ การเล่นไทเก๊ก ไปจนถึงการนวดไทย แพทย์แผนไทย ลูกประคบ สิ่งต่างๆเหล่านี้ สามารถดูแลสุขภาพจิตและสุขภาพกายของนักท่องเที่ยวได้ 

     นักท่องเที่ยวบางกลุ่มต้องการเสพงานศิลปะ เรียนรู้ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม วัดวาอาราม ลงรายละเอียดของแต่ละสถานที่แทนการไปเที่ยวหลายๆที่ในวันเดียว ต้องการผู้รู้หรือคนท้องถิ่น มาเล่าให้ฟัง แบบนั้นก็เรียกว่า การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเช่นกัน เพราะเป็นการท่องเที่ยวแบบได้ผ่อนคลาย ไม่เร่งรีบจนเกินไป 

     นักท่องเที่ยวบางกลุ่มต้องการมาเที่ยวและหากิจกรรมออกกำลังกายต่างๆ เช่น เดินป่า ปีนเขา เที่ยวชมธรรมชาติ ดำน้ำ  พายเรือ หรือผจญภัยที่ต่างๆ บางกลุ่มอาจต้องการสัมผัสวิถีชีวิตของคนท้องถิ่น มาพักโฮมสเตย์ (Home stay) เรียนรู้วัฒนธรรม ประเพณี การใช้ชีวิตของชาวบ้านอย่างใกล้ชิด ได้ผ่อนคลายท่ามกลางธรรมชาติที่เงียบสงบ หลีกหนีจากชีวิตสมัยใหม่ที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ รวมถึงการดูแลสุขภาพด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น การใช้สมุนไพร แช่น้ำพุร้อน เพื่อเพิ่มการไหลเวียนโลหิต 

     นอกเหนือจากกิจกรรมต่างๆ แล้ว นักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ต้องการที่พักที่ปลอดภัย เช่น ที่พักที่มีราวจับและแผ่นกันลื่นในห้องน้ำ หรือตอนกลางคืน มีไฟส่องสว่างแบบอัตโนมัติ เวลาขยับตัว ไฟจะติดได้เอง ลดโอกาสการสะดุดหกล้ม เวลาเดินไปห้องน้ำ ที่พักต้องมีเครื่องกระตุกหัวใจ (AED) ติดไว้ตามจุดต่างๆ ในยามเกิดเหตุฉุกเฉิน ก็สามารถช่วยชีวิตได้ 

      สุดท้ายคุณหมอแอมป์ได้ฝากข้อแนะนำสำหรับผู้ประกอบการหรือผู้สนใจอยากวางแผนดึงดูดนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพให้ได้ลองไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับธุรกิจของตนเอง 

ภาคโรงแรม อสังหาริมทรัพย์ เกสต์เฮาส์ ที่พักต่างๆ  

- ร่วมมือกับสถานพยาบาล คลินิค โรงพยาบาล ออกแบบบริการเพื่อตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถมาพักผ่อน ร่วมกับการตรวจร่างกายประจำปี การดูแลสุขภาพอย่างครบวงจร ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและทีมงานมืออาชีพ

- ปรับสถานที่ให้เอื้อกับนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ให้มีที่จับ ราวจับ ตามที่ต่างๆ เพื่อป้องกันการหกล้ม เช่น ในห้องน้ำ ในห้องอาบน้ำ ทางขึ้นลงบันได และมีการติดสติ๊กเกอร์สะท้อนแสง ในบริเวณที่ต่างระดับ 

- ไฟส่องสว่างยามค่ำคืน แบบเซนเซอร์ ป้องกันการสะดุด เตะโต๊ะหรือเตียง 

- ปรับพื้นที่ป้องกันการลื่นหกล้ม เช่น พื้นห้องน้ำไม่ให้ลื่นจนเกินไป ลดพื้นที่ต่างระดับทั้งภายในและภายนอกที่พักอาศัย เพิ่มทางลาดเอียงสำหรับรถเข็นและให้สะดวกสำหรับผู้สูงอายุ

- เตียง ฟูก หมอน มีหลายระดับ ความแข็งความนุ่มตามความต้องการของแขกผู้มาพัก เพราะบางคนมีข้อจำกัดทางสุขภาพ เช่น ปวดหลัง ปวดคอ หรือความชอบที่ต่างกัน มีการแจกที่อุดหู ป้องกันเสียงรบกวน ผ้าม่านกันแสงแดดป้องกันแสงไม่ให้เล็ดลอดเข้ามาภายในห้อง ทำให้การนอนหลับมีคุณภาพ สุขภาพแข็งแรง

- ในกรณีมีที่พักหลายชั้น มีติดตั้งลิฟท์ ให้ผู้สูงอายุเข้าถึงง่ายขึ้น 

- อาจเพิ่มเติมอุปกรณ์ ออกกำลังกายภายในห้องพัก เช่น ที่ยกน้ำหนัก ลูกตุ้ม จักรยาน ลู่วิ่งอยู่กับที่ เสื่อโยคะ แม้ว่าการออกกำลังกายกลางแจ้งหรือภายในห้องออกกำลังจะดีกว่า แต่บางครั้งผู้เข้าพักอาจไม่สะดวก การเพิ่มทางเลือกให้ออกกำลังกายภายในห้องพักได้ จะเป็นที่น่าสนใจมากขึ้น

- มีการฝึกพนักงานในการช่วยชีวิต ปั๊มหัวใจกรณีฉุกเฉิน ติดตั้งเครื่องกระตุ้นหัวใจ AED เพื่อเพิ่มความปลอดภัย และรักษาชีวิตได้

- มีรถเข็นไว้คอยบริการผู้สูงอายุ

- ใช้ผลิตภัณฑ์จำพวก สบู่ แชมพูสระผม ที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ ปราศจากสารเคมี

- ลดการใช้พลาสติก เพื่อสุขภาพของโลก หันมาใช้หลอดกระดาษ น้ำขวดแก้ว เป็นต้น

ร้านอาหารต่างๆ

- เลือกใช้วัตถุดิบที่มาจากท้องถิ่น เป็นของดีมีคุณภาพ ดีต่อสุขภาพ จำพวกพืชผักสวนครัว ธัญพืช ผลไม้ เกษตรอินทรีย์ ที่มาจากภูมิปัญญาชาวบ้าน

- อาหารกลุ่มเกษตรอินทรีย์ ปราศจากยาฆ่าแมลงและสารเคมี สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ได้มาก

- ทำอาหารที่ดีต่อสุขภาพลดการใช้น้ำตาล หรือ เกลือที่มากเกินไป เน้นธัญพืช ผัก ผลไม้ บำรุงสุขภาพแทน ของทอด ของมัน อาหารแปรรูป เนื้อสัตว์แปรรูป น้ำตาล High Fructose Corn Syrup (HFCS) ซึ่งเป็นของอันตรายสำหรับผู้ที่รักษาสุขภาพ

- เนื่องจากนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ มักเป็นกลุ่มคนที่มีอายุเฉลี่ย 50 ปีขึ้นไป หรือที่เรียกกว่ากลุ่ม Silver age มีที่มาจากเส้นผมที่เริ่มเป็นสีเงิน ซึ่งจัดเป็นวัยที่มีอิสระ มีเงิน มีเวลา ร้านอาหารสามารถปรับเมนูเป็นตัวหนังสือใหญ่ขึ้น รูปภาพมากขึ้น ทำให้สะดวกในการอ่าน มีข้อมูลโภชนาการ เช่น ปริมาณพลังงาน ไขมัน น้ำตาล และเกลือ แสดงให้เห็นว่าเป็นร้านอาหารที่สนับสนุนเรื่องสุขภาพ

การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ สามารถเพิ่มเติมบริการทางสุขภาพทั้งทางกาย และจิตใจ

 - การท่องเที่ยวเชิงออกกำลังกายต่างๆ เช่น เดินป่า ปีนเขา ดำน้ำ ไทเก๊ก พายเรือ หรือผจญภัยที่ต่างๆ โดยอาจเสริมการพบแพทย์เพื่อเจาะเลือดในวันแรกของการมาเที่ยว แล้วต่อด้วยการทำกิจกรรมการออกกำลังกายในวันถัดไปของการเข้าพัก

- การให้บริการการดูแลสุขภาพจิต เช่น นั่งสมาธิ เดินจงกรม โยคะ ไทเก๊ก โดยผู้ประกอบการสามารถเพิ่มมูลค่าได้ทั้งหมดเมื่อเอาเรื่องสุขภาพเข้ามาเกี่ยวข้อง

- บริการสปาเพื่อสุขภาพ เพื่อผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ ผู้ประกอบการสามารถเพิ่มบริการการนวดเพื่อสุขภาพ เช่นการนวดไทย การนวดสากล การแช่ตัวด้วยน้ำพุร้อน อ่างน้ำวน การอบสมุนไพร หรือการดูแลผิวพรรณต่างๆ

         การท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ สร้างงานให้ชุมชนท้องถิ่น พาชมพร้อมเรียนรู้ ศิลปะวัฒนธรรมของประเทศ จัดเป็นการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพราะดีต่อสุขภาพจิตเช่นกัน

      การท่องเที่ยวเชิงวิถีชุมชน เรียนรู้วิถีชีวิตของชาวบ้าน นักท่องเที่ยวได้รับประสบการณ์จากวัฒนธรรมท้องถิ่น นักท่องเที่ยวได้ผ่อนคลายท่ามกลางธรรมชาติที่เงียบสงบ หลีกหนีจากชีวิตสมัยใหม่ที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ 

     การท่องเที่ยวเชิงเกษตร เรียนรู้วิถีเกษตรกรรมของชุมชน สัมผัสประสบการณ์จริง ของการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ และเก็บเกี่ยวผลผลิต เช่น ทดลองดำนา  ไถนา เก็บไข่ไก่ จากการมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ทำให้นักท่องเที่ยวเกิดความเข้าใจว่า พืชเติบโตมาด้วยวิธีการใด ดูแลรักษาอย่างไร รวมถึง พบเห็นสิ่งแปลกใหม่ เช่น พืชผักเฉพาะถิ่น สินค้าทางการเกษตรเฉพาะถิ่น

    โฮมสเตย์ (Home stay) ในแง่ของการท่องเที่ยวสัมผัสวิถีชีวิตชุมชน นักท่องเที่ยวจะอาศัยร่วมกับเจ้าของบ้าน สัมผัสวัฒนธรรม ประเพณี การใช้ชีวิตของชาวบ้านอย่างใกล้ชิด เจ้าของบ้านจะต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยความเป็นมิตร ท่ามกลางบรรยากาศแบบชนบทที่เงียบสงบ จัดเตรียมอาหารเฉพาะถิ่นที่มีความแปลกใหม่ เป็นประสบการณ์พิเศษจากการท่องเที่ยว

     แพทย์แผนไทย และสมุนไพรไทย ช่วยยกระดับให้การท่องเที่ยวมีคุณภาพและเข้าถึงกลิ่นอายของประเทศไทยได้มากขึ้น เช่น การนวดไทย ลูกประคบ สมุนไพรไทย บำรุงสุขภาพ เช่น กระชาย ขมิ้นชัน มะขามป้อม มะกรูด กะเพรา และพืชอีกหลายชนิด ซึ่งล้วนดีต่อสุขภาพทั้งสิ้น หรือการแช่น้ำพุร้อน เพื่อเพิ่มการไหลเวียนโลหิต การพอกโคลนที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุเพื่อดูแลสุขภาพผิว เป็นต้น

     สุดท้ายนี้คุณหมอแอมป์เน้นย้ำว่า การจะทำทุกอย่างที่กล่าวมาให้ประสบความสำเร็จ และทำให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ใครคนใดคนหนึ่ง หรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ไม่สามารถทำเพียงลำพังได้ ต้องอาศัยความร่วมมือกันของทุกคนทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการธุรกิจ นักวิชาการ ประชาชน เจ้าของพื้นที่ หรือคนในท้องถิ่นนั้นๆ จนกระทั่งภาครัฐบาล รวมไปถึงนโยบายต่างๆ ต่างต้องร่วมกันคนละไม้คนละมือ ผลักดันให้ประเทศชาติเรา เป็นที่น่าดึงดูด ให้คนทั้งโลกมาเที่ยวและได้รับสุขภาพที่ดีทั้งกายและใจกลับไป




แม็คโคร ผนึกกำลัง กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และสมาคมเชฟประเทศไทย “ติดปีกร้านอาหาร” สนับสนุนธุรกิจรายย่อย ช่วยฟื้นฟู กิจการหลังผ่านวิกฤต

แม็คโคร ผนึกกำลัง กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และสมาคมเชฟประเทศไทย ติดปีกร้านอาหาร” สนับสนุนธุรกิจรายย่อย ช่วยฟื้นฟู

กิจการหลังผ่านวิกฤต

นางรวีพรรณ ช้างเย็นฉ่ำ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เป็นประธานปิดตัวโครงการ แม็คโครคู่คิด ติดปีกร้านอาหาร  งาน  โดยมี นายสมศักดิ์ รารองคำ นายกสมาคมเชฟประเทศไทยนางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน)  และคณะผู้บริหาร ให้การต้อนรับ ณ แม็คโคร สาขาแจ้งวัฒนะ เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2565



                ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจร้านอาหารได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 รวมถึงมาตรการล็อกดาวน์และจำกัดการเดินทาง ทำให้ธุรกิจร้านอาหารจำนวนไม่น้อยต้องปิดกิจการ หรือมีรายได้ลดลง ดังจะเห็นได้จาก รายงานของศูนย์วิจัยกสิกรไทย ที่ระบุว่า มูลค่าธุรกิจร้านอาหารในปี 2564 ลดลงเกือบ 7 หมื่นล้านบาทเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และปัจจุบันยังได้รับผลกระทบจากต้นทุนราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นซ้ำเติมอีก


                นางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า แม็คโคร โดย แม็คโคร โฮเรก้า อคาเดมี (MHA) ได้จับมือกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์  และสมาคมเชฟประเทศไทย เปิดตัวโครงการ แม็คโครคู่คิด ติดปีกร้านอาหาร  เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้ธุรกิจร้านอาหาร ด้วยการจัดอบรมเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการสู่การเป็น Smart Restaurant  รองรับการกลับมาของนักท่องเที่ยวหลังเปิดประเทศ ผ่านกิจกรรมเวิร์คช็อป แม็คโครสร้างอาชีพ สตรีทฟู้ดหลักร้อยสู่มืออาชีพหลักล้าน  โดยเปิดโครงการ ณ แม็คโคร สาขาแจ้งวัฒนะ เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2565 และวางแผนจัดกิจกรรมดังกล่าวในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ พร้อมเสริมแกร่งธุรกิจร้านอาหาร ด้วยแคมเปญลดต้นทุนวัตถุดิบ เพิ่มรายได้ เพิ่มกำไร ในยุควัตถุดิบแพง



                กิจกรรมเวิร์คช้อป แม็คโครสร้างอาชีพ สตรีทฟู้ดหลักร้อยสู่มืออาชีพหลักล้าน เป็นการจัดอบรมเทคนิคการคำนวณต้นทุน การเลือกวัตถุดิบเพิ่มกำไร  เทคนิคเพิ่มมูลค่าให้เมนูอาหาร  ให้ผู้สนใจได้เรียนรู้การบริหารและเมนูในร้านอาหารยอดนิยมอย่าง ร้านส้มตำร้านยำร้านข้าวหน้าไก่ย่างหมูย่างร้านก๋วยเตี๋ยวน้ำใส  พร้อมรับใบประกาศนียบัตรหลังจบการอบรม ซึ่งกิจกรรมนี้จะจัดอย่างต่อเนื่องทุกภูมิภาค เริ่มที่ แม็คโคร สาขาแจ้งวัฒนะ (10-12)แม็คโคร สาขาชลบุรี ( 17-19 มิถุนายน. 2565)แม็คโคร สาขาขอนแก่น  (11-13 พฤศจิกายน 2565.)แม็คโคร สาขาเชียงใหม่ (18-20 พฤศจิกายน 2565) และ แม็คโคร สาขาหาดใหญ่ (25-27 พฤศจิกายน 2565)

                นอกจากนี้ แม็คโคร ได้ให้ความสำคัญกับช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยในทุกมิติ  รวมถึงการจัดแคมเปญลดราคาสินค้าสำหรับร้านอาหาร หมุนเวียนตลอดทุก 2 สัปดาห์ ตั้งแต่วันนี้จนถึงสิ้นปี 2565 เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนให้ผู้ประกอบการ รวมทั้งมีการจำหน่ายอุปกรณ์ และบริการต่าง ๆ สำหรับผู้เริ่มต้นธุรกิจร้านอาหารอย่างครบวงจร สร้างงานสร้างอาชีพได้อย่างรวดเร็ว



ธุรกิจร้านอาหารในประเทศไทย ถือเป็นอีกธุรกิจสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศได้  เนื่องจากมีมูลค่าไม่น้อยกว่า แสนล้านบาท การจัดตั้งโครงการนี้จึงเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการร้านอาหารให้เตรียมพร้อม สำหรับการเปิดรับโอกาสจากการผ่อนคลายมาตรการต่างๆ และการเปิดประเทศที่จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเป็นจำนวนมาก

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ลดความเหลื่อมล้ำ ขยายโอกาส สร้างอาชีพ สร้างชีวิตอย่างเท่าเทียมแก่ชาวพิษณุโลก

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ลดความเหลื่อมล้ำ ขยายโอกาส สร้างอาชีพ สร้างชีวิตอย่างเท่าเทียมแก่ชาวพิษณุโลก  ลงพื้นที่มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพแก่ผู้ยากไร้ ...