วันศุกร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2567

พิธีเจริญพระพุทธมนต์ปฏิบัติธรรม หล่อพระพุทธเมตตา พระพุทธวชิรเทพ พระพุทธมหาธรรมราชา พระพุทธศรีเทพ พระพุทธมุจลิ ถวายเป็นพระกุศลฯ ณ วัดพระวรราชาทินัดดามาตุ

พิธีเจริญพระพุทธมนต์ปฏิบัติธรรม หล่อพระพุทธเมตตา พระพุทธวชิรเทพ พระพุทธมหาธรรมราชา พระพุทธศรีเทพ พระพุทธมุจลิ ถวายเป็นพระกุศลฯ ณ วัดพระวรราชาทินัดดามาตุ


        เนื่องด้วยวัดพระวรราชาทินัดดามาตุ ตำบลหนองย่างทอย อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้กำหนดจัดงานพิธีเจริญพระพุทธมนต์ปฏิบัติธรรม ฟังเทศน์มหาชาติเวสสันดรชาดก พร้อมด้วยพิธีพุทธาภิเษก หล่อพระพุทธเมตตา พระพุทธวชิรเทพ พระพุทธมหาธรรมราชา พระพุทธศรีเทพ และพระพุทธมุจลิน เพื่อถวายเป็นพระกุศลแด่พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณี สิริพัชร มหาวัชรราชธิดา





         ในการนี้ ดร.หม่อมหลวงสราลี กิติยากร ให้เกียรติมาเป็นประธาน พร้อมด้วยนายวุฒิศักดิ์ รัตนสุวรรณ์ ที่ปรึกษานายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ในพิธีเจริญพระพุทธมนต์ปฏิบัติธรรม ฟังเทศน์มหาชาติเวสสันดรชาดก ๔ ภาค จำนวน ๑๓ กัณฑ์ ๑,๐๐๐ พระคาถา พร้อมด้วยหล่อพระพุทธเมตตา พระพุทธวชิรเทพ พระพุทธมหาธรรมราชา พระพุทธศรีเทพ พระพุทธมุจลิน




และถวายผ้าไตรประทานจากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ แด่พระภาวนามังคลาจารย์ วิ. รองเจ้าคณะจังหวัดเพชรบูรณ์ เจ้าอาวาสวัดพระวรราชาทินัดดามาตุ พระสงฆ์ผู้เป็นประธาน โดยมีคณะกรรมการมูลนิธิ คณะกรรมการสมาคม พร้อมด้วยข้าราชการ พ่อค้าประชาชนชาวศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ร่วมในพิธี เพื่อความเป็นสิริมงคล และเป็นขวัญกำลังใจแก่พุทธศาสนิกชนผู้มาสักการะบูชา ณ วัดพระวรราชาทินัดดามาตุ เมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๖๗ ที่ผ่านมา หลังจากนั้นเดินทางไปสักการะพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ ที่วัดผาซ่อนแก้ว จังหวัดเพชรบูรณ์








วันพฤหัสบดีที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2567

สจล.เปิดตัวโครงการ EV-Car Sharing : KMITL E-Bike Sharing Project

สจล.เปิดตัวโครงการ EV-Car Sharing : KMITL E-Bike Sharing Project



     คณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ร่วมกับบริษัท ฮ้อปคาร์ จำกัด ผู้ให้บริการด้านการเช่ายานพาหนะไฟฟ้า ภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกันนั้น ได้จัดโครงการ EV-Car Sharing : KMITL E-Bike Sharing Project เสริมสร้างการเรียนรู้ของนักศึกษาในการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่



         ผศ. ดร.อันธิกา สวัสดิ์ศรี คณบดีคณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง  (สจล.) กล่าวว่า  สำหรับโครงการ EV-Car Sharing : KMITL E-Bike Sharing Project โดยมุ่งเน้นสนับสนุนให้นักศึกษา และบุคลากร หันมาใช้บริการรถไฟฟ้าภายในสถาบัน เพื่อเป้าหมาย Net Zero Carbon ซึ่งได้ประโยชน์ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม และยังเป็นการศึกษาข้อมูลจากโครงการที่คณะสามารถนํามาต่อยอดพิจารณาจัดสรรงบประมาณในการปรับปรุงและพัฒนาพื้นที่เส้นทางสัญจรหลักที่นักศึกษา บุคลากรใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ


         นายอธิเมธ จรัสสุขสวัสดิ์ เจ้าหน้าบริหารคู่ค้าฝ่ายยานยนต์อาวุโส กล่าวว่า ทางสถาบันฯ ให้ความร่วมมือบริษัทเป็นอย่างดีในการมาตั้งสถานีเพื่อดำเนินโครงการและมองว่าโครงการนี้เป็นทางเลือกที่ดี ในการเดินทางด้วยเทคโนโลยีแบบใหม่ ช่วยเสริมสร้างการเรียนรู้ของนักศึกษาในการใช้เทคโนโลยียานยนต์ใหม่ๆ และเป็นมิตรกับสิ่งวแดล้อม ในราคาที่เข้าถึงได้



         โอกาสนี้ ได้เปิดตัวโครงการ EV-Car Sharing : KMITL E-Bike Sharing Project  ภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างบริษัท ฮ้อปคาร์ จำกัด ผู้ให้บริการด้านการเช่ายานพาหนะไฟฟ้า กับ คณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ และได้มีทดสอบรถและให้บริการ ณ บริเวณที่จอดรถหลังโรงอาหารชั่วคราว เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2567 ที่ผ่านมา 

วันอังคารที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2567

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เป็นตัวแทนบุตรหลาน ประกอบพิธีเซ่นไหว้ดวงวิญญาณไร้ญาติ เนื่องในเทศกาลเช็งเม้ง ประจำปี 2567

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เป็นตัวแทนบุตรหลาน ประกอบพิธีเซ่นไหว้ดวงวิญญาณไร้ญาติ เนื่องในเทศกาลเช็งเม้ง ประจำปี 2567 

ณ สุสานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จ.สมุทรสาคร และสุสานวัดดอนกุศล (สุสานเก่าของมูลนิธิ) เขตสาทร กรุงเทพฯ

        เมื่อวันอังคารที่ 2 เมษายน 2567และเมื่อวันพุธที่ 27 มีนาคม 2567 ที่ผ่านมา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการ นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิก และนายสุหัทย์ ไพรสานฑ์กุล กรรมการ พร้อมด้วย นางชุติมา ตันติศิริวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการ  นำทีมเจ้าหน้าที่บริหาร และพนักงาน เป็นตัวแทนบุตรหลาน ประกอบพิธีเซ่นไหว้ดวงวิญญาณไร้ญาติ เนื่องในเทศกาลเช็งเม้ง ประจำปี 2567 โดยเครื่องเซ่นไหว้ประกอบไปด้วย เครื่องคาวหวาน กระดาษเงิน-กระดาษทอง และดอกไม้หอม ณ สุสานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร และ สุสานวัดดอนกุศล (สุสานเก่าของมูลนิธิ) เขตสาทร กรุงเทพฯ


       เทศกาลเช็งเม้ง กำหนดจัดขึ้นในระหว่างเดือน 2-3 ของจีน ซึ่งจะอยู่ในช่วงประมาณต้นเดือนเมษายนของทุกปี เป็นเทศกาลที่แสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ โดยมีอิทธิพลมาจากลัทธิขงจื้อ ที่สืบทอดมายาวนานกว่าพันปี ก่อนวันพิธี จะมีการทำความสะอาดหลุมฝังศพของบรรพบุรุษ หลังจากนั้นในวันพิธีจะมีการเซ่นไหว้อาหารคาวหวาน เพื่อเป็นการรำลึกถึงคุณงามความดีของบรรพบุรุษ เมื่อไปอยู่อีกภพหนึ่ง


       ตลอดระยะเวลากว่า 114 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”



        ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung

## ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ## 

#แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418 #ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

อิ่มอร่อยคลายร้อนมื้อกลางวันกับ "ข้าวแช่" ที่โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์

อิ่มอร่อยคลายร้อนมื้อกลางวันกับ "ข้าวแช่" ที่โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ 

     โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ จัดเมนูที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมปีละครั้งกับ "ข้าวแช่" เพื่อคลายร้อนตลอดเดือนเมษายน 2567 นี้ ที่ห้องอาหารดิเอมเมอรัลด์ ค็อฟฟี่ช็อพ บริการทั้งในรูปแบบบุฟเฟต์มื้อกลางวันและเมนูตามสั่งตลอดวัน

     "ข้าวแช่" เป็นอาหารไทยโบราณที่สืบทอดมายาวนาน เชื่อกันว่ามีต้นกำเนิดจากชาวมอญ เพื่อสังเวยเทวดาและถวายพระสงฆ์ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ต่อมาข้าวแช่ได้เข้าสู่ราชสำนักไทยในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โดยเจ้าจอมมารดาซ่อนกลิ่นที่มีเชื้อสายมอญ นำมาเผยแพร่จนกลายเป็นอาหารยอดนิยมในช่วงหน้าร้อน

      ด้วยเอกลักษณ์ของข้าวแช่ประกอบไปด้วย “ข้าว” โดยใช้ข้าวหอมมะลิอบควันเทียน หอม นุ่ม “น้ำข้าวแช่” หอมเย็นสดชื่นจากดอกมะลิ “เครื่องเคียง” เช่น ลูกกะปิทอด พริกหยวกสอดไส้ หอมแดงทอด ปลายี่สนผัดหวาน หัวไชโป๊วหวาน หมูฝอย “ผักแกะสลัก” อย่างวิจิตรบรรจง ทั้งกระชาย มะม่วง แตงกวา เป็นต้น

      ทานได้ไม่อั้นเฉพาะมื้อกลางวันรวมกับบุฟเฟต์นานาชาติทุกวัน เวลา 11.30-14.30 น. เพียงท่านละ 659 บาทถ้วน (จากปกติ 900 บาท) หรือทานเป็นชุดตามสั่งได้ตั้งแต่เวลา 10.00-22.00 น. เพียงชุดละ 359 บาท ++

       สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร. 0-2276-4567 ต่อ 8413-4 หรือไลน์ @theemeraldhotel และ www.facebook.com/theemeraldcoffeeshop


มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ห่วงใยชาวสระแก้ว มอบศาลาที่พักผู้โดยสาร ณ บริเวณหน้าโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสระแก้ว

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ห่วงใยชาวสระแก้ว มอบศาลาที่พักผู้โดยสาร 

ณ บริเวณหน้าโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสระแก้ว

         มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดยนายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ พร้อมด้วย นายชาญกิจ วิทยาวรากรณ์ กรรมการ นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ และนายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัย นำทีมลงพื้นที่มอบศาลาที่พักผู้โดยสาร เพื่อเป็นสาธารณประโยชน์แก่ผู้ใช้รถใช้ถนน และเพื่อเป็นที่หลบแดดหลบฝน ณ บริเวณหน้าโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสระแก้ว จำนวน 2 หลังติดกัน รวมเป็นมูลค่า 400,000 บาท (สี่แสนบาทถ้วน)  โดยมี นายสุเทพ ชัยวัฒน์ ปลัดจังหวัดสระแก้ว เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย คณะมูลนิธิสว่างสระแก้วธรรมสถาน เป็นผู้ประสานงานและร่วมในพิธี ณ บริเวณหน้าโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสระแก้ว จ.สระแก้ว เมื่อวันศุกร์ที่ 29 มีนาคม 2567

       โครงการสร้างศาลาที่พักผู้โดยสาร มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ดำเนินการมาแล้วเป็นเวลา 18 ปี นับตั้งแต่ปีพ.ศ.2549  โดยมูลนิธิฯ ได้เล็งเห็นและห่วงใยประชาชนซึ่งมีจำนวนไม่น้อยใช้บริการรถโดยสารประจำทางเป็นกิจวัตรประจำวัน บางครั้งประสบปัญหา เรื่องไม่มีที่หลบแดดและฝนในขณะรอขึ้นรถโดยสาร ปัจจุบัน โครงการดังกล่าว ได้ขยายการดำเนินงานไปทั่วทุกภาคของประเทศ จนถึงขณะนี้ได้ดำเนินการสร้างไปแล้ว รวมจำนวน 246 หลัง

         ตลอดระยะเวลากว่า 114 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ”

        ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung

## มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ##

#แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418

#ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

วันจันทร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2567

งานจบยังช็อปต่อได้ สินค้าโอทอปนิยามใหม่กระแสไม่ลด

งานจบยังช็อปต่อได้ สินค้าโอทอปนิยามใหม่กระแสไม่ลด

                ใครที่พลาดชมและช็อปในงาน STYLE Bangkok 2024 ซึ่งนำสินค้าโอทอปมาแปลงกาย ใส่ความคิดสร้างสรรค์สุดล้ำ ต่อยอดมรดกวัฒนธรรมและงานฝีมือท้องถิ่นให้ก้าวสู่ตลาดโลกได้อย่างน่าภาคภูมิใจ โชว์ศักยภาพของนักคิด นักออกแบบไทยในอุตสาหกรรมสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่น ลองมาดูบางตัวอย่างสินค้า OTOP ที่รวบรวมไว้ในบูธ OTOP Marche ว่ามีอะไรบ้างและน่าสนใจขนาดไหน

                 "Pheangjai" เพียงใจ จากกำแพงเพชร นำเศษโฟมยางพาราที่เหลือจากโรงงานผลิตหมอนยางพารามาออกแบบตัดเย็บใหม่ โดยนำแรงบันดาลใจจากภูมิปัญญาการเย็บที่นอนและหมอนโบราณมาออกแบบรูปทรงสมัยใหม่ เป็นรูปใบไม้และใบบัว ต่อยอดธุรกิจและสร้างมูลค่าเพิ่มภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน


  
                 "Thansuda" ธัญสุดา ผู้ผลิตเครื่องหนังจากนนทบุรี นำเศษหนังที่ย่อยสลายยาก มาตัดเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วต่อกันเป็นรูปทรงใหม่ของสินค้าไลฟ์สไตล์ที่สวยเก๋สะดุดตาเช่น กระเป๋า โคมไฟ พวงกุญแจ

                  "NERA by Natipong" ลูกปัดมโนราห์ จากสงขลา นำอัตลักษณ์ของชุมชน ผสานกับศักยภาพของช่างฝีมือที่มีอยู่แล้ว มาต่อยอดเป็นของใช้ของตกแต่งที่ทำจากลูกปัดมโนราห์ เช่น กระเป๋า เครื่องประดับ และสินค้าไลฟ์สไตล์ต่างๆ

                   "Indie-Go" กลุ่มแปรรูปผ้าย้อมสีธรรมชาติจากสกลนคร นำเศษผ้าย้อมครามซึ่งเป็นสินค้า GI ของจังหวัดมาตัดต่อสไตล์ patchwork ขึ้นรูปกระเป๋า โดยบรรจงคัดสรรคู่สีและเสริมความแข็งแกร่งด้วยผ้าแคนวาส ผ้ายีนส์ และหนัง กลายเป็นงานฝีมือที่ละเอียดประณีต

                    "AMPHAN" จากแม่สอด ผลิตถ่านดูดกลิ่นรูปทรงทันสมัย โดยนำเศษเมล็ดปาล์มที่เหลือจากการเผาในโรงสีมาต่อยอดด้วยดีไซน์ ผสมกับงานปั้นด้วยมือ 

                    "Hin Din Zign" ผู้ผลิต Art Toy จากเซรามิก ภายใต้แบรนด์หินดินทราย โดยนำพุทธศิลป์มาเป็นแรงบันดาลใจ แต่ละชิ้นเป็นงานปั้นมือ นำเสนอคอลเลคชั่นล่าสุุด ชื่อ กองทัพธรรม ผสมผสานพระพุทธรูปกับหุ่นยนต์ เพื่อให้โดนใจนักสะสม Art Toy

                     "Silathip" ศิลาทิพย์ครกหิน จากตาก คิดนอกกรอบโดยนำหินแกรนิตมาออกแบบและแปรรูปให้กลายเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายและมีประโยชน์ใช้สอย ทั้งของใช้ในบ้าน ในสำนักงานและเครื่องประดับ

                     "Vichaikul Lacquerware" วิชัยกุลเครื่องเขินจากเชียงใหม่ นำภูมิปัญญาเทคนิคการทำเครื่องเขินที่สืบทอดมาเป็นรุ่นที่ 6 ผสานกับเทคโนโลยีทันสมัยในการเคลือบผิวให้เกิดความทนทาน หยิบลวดลายโบราณมาลดทอนให้เกิดความร่วมสมัย กลายเป็นสินค้าของใช้ประจำวัน เช่น กระเป๋า เคสโทรศัพท์ พวงกุญแจ

                     "Phet Ploy Jewelry" จากจันทบุรี รับประกันว่าพลอยทุกเม็ดผ่านพิธีกรรมเป็นพลอยสายมูโดยแท้้ นำเสนอเครื่องประดับที่ออกแบบสำหรับปีนักษัตรนี้ด้วยมังกรทองกับนพเก้า 

                      "Primapearl" ผลิตเครื่องประดับไข่มุกในภูเก็ตมาเป็นรุ่นที่ 3 รีแบรนด์เป็นพรีม่าเพิร์ล และนำวัสดุอื่น เช่น เปลือกหอยมุกมาประยุกต์เป็นเครื่องประดับตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน

                       "Worlacha" ชุมชนทุ่งบัวหลวง ปทุมธานี ภายใต้แบรนด์วรชา นำก้านดอกบัวหลวงมาทำเป็นเส้นใย ผลิตเสื้อ กระโปรง กางเกง และผลิตภัณฑ์จากผ้าที่มีนวัตกรรม ทันสมัยและรักษ์โลก

                          นอกจากนี้ยังมีโอทอปอีกหลายแบรนด์ เช่น Panitan ปณิธาน ห้องเสื้อที่เน้นเส้นใยธรรมชาติ, Piyasila ปิยสีลา ผลิตสินค้าแปรรูปจากเส้นใยกัญชง,  V ve Jewelry วีเว่ จิวเวลรี่ เครื่องประดับพลอยสไตล์มินิมอล, Paper Art Thai เปเปอร์อาร์ตไทย นำกระดาษมาแปลงเป็นผลิตภัณฑ์ที่ดูเหมือนเซรามิก Mae Ing Shibori and Ingtara แม่อิงชิโบริ และอิงตารา วิสาหกิจชุมชนผ้ามัดย้อมชิโบริสีธรรมชาติ, Maka Design มาฆะ ดีไซน์ ปั้นหนังเป็นดอกรักแล้วนำมาร้อยเป็นพวงมาลัย Luxses รักษ์เศษ นำเศษผ้ามาสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ Pawana Design ภาวนาดีไซน์ เน้นเสื้อผ้าจากวัตถุดิบธรรมชาติ ForFun Studio เซรามิกทำมือภายใต้แบรนด์ฟอฟัน    Yayee แบรนด์ผ้าปาเต๊ะยาหยี นำสถาปัตยกรรม Sino-Portuguese ที่โด่งดังของภูเก็ตมาพิมพ์บนผ้าและตัดเย็บเป็นชุดที่มีเอกลักษณ์ เป็นต้น                                             ผู้สนใจสามารถติดตามและเข้าไปชมผลงานของนักออกแบบไทยเหล่านี้เพิ่มเติมได้ที่ www.stylebangkokfair.com หรือ Facebook/Instagram/TikTok : Style Bangkok Fair หรือโทรสายตรงการค้าระหว่างประเทศ 1169 หรือสั่งซื้อสินค้าผ่านสื่อสังคมออนไลน์ของแต่ละแบรนด์

                                                                                                


"ผู้ป่วยโรคหายาก หาไม่ยาก..อย่างที่คิด" ทุกชีวิต.. รวมพลังเดินหน้า เพื่อเข้าถึงการวินิจฉัยและรักษาอย่างเท่าเทียมและยั่งยืน

"ผู้ป่วยโรคหายาก หาไม่ยาก..อย่างที่คิด"  ทุกชีวิต.. รวมพลังเดินหน้า 

เพื่อเข้าถึงการวินิจฉัยและรักษาอย่างเท่าเทียมและยั่งยืน

         ศ.พญ.ดวงฤดี วัฒนศิริชัยกุล ที่ปรึกษาและกรรมการมูลนิธิเพื่อผู้ป่วยโรคหายาก และ คุณปรียา สิงห์นฤหล้า ประธานมูลนิธิเพื่อผู้ป่วยโรคหายาก กล่าวถึงการจัดงานวัน “โรคหายาก” ประเทศไทย ปีที่ 14 นี้ว่า เนื่องจากเป็นโรคที่พบได้น้อย น้อยกว่า 1 ใน 2,500 คน หรือแต่ละโรคมีผู้ป่วยไม่เกิน 10,000 ราย ทว่ามีจำนวนโรคหลายพันโรค ซึ่งโรคเหล่านี้ต้องใช้เทคโนโลยีการแพทย์ชั้นสูง และที่ใช้รักษาปัจจุบันยังมีราคาแพงเป็นภาระกับครอบครัวของผู้ป่วย จึงมีการจัดมีการจัดงานวันโรคหายากขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนรณรงค์ให้เกิดการดูแลรักษาผู้ป่วยกลุ่มนี้อย่างต่อเนื่อง และติดตามความก้าวหน้าด้านนโยบายและระบบสุขภาพของกลุ่มโรคหายาก ทั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มผู้ป่วย แพทย์ และนักศึกษาแพทย์ เป็นกำลังสำคัญที่ทำให้ดำเนินกิจกรรมได้ตลอดมา

          คุณบุญ พุฒิพงศ์ธนโชติ ประธานมูลนิธิโรคพันธุกรรมแอลเอสดี  คุณปวีณ์ริศา อัศวสุนทรเนตร ประธานชมรมกลุ่มอาการพราเดอร์-วิลลี่ ประเทศไทย และ คุณเอกวัฒน์ สุวันทโรจน์ รองประธานชมรมผู้ป่วยฮีโมฟิเลีย กล่าวถึงกิจกกรมสืบเนื่องจากปี 2566 ว่า มูลนิธิฯ ได้มีการเข้าไปช่วยสนับสนุนการพัฒนากลุ่มผู้ป่วยจำเพาะโรคกลุ่มใหม่หรือการจัดงานของกลุ่มที่มีอยู่แล้ว รวม 5 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มกล้ามเนื้ออ่อนแรงดูเชน (Duchene) กลุ่มผู้ป่วยโรคหนังแข็ง กลุ่มผู้ป่วยโรคกระดูกอ่อน กลุ่มผู้ป่วยพราเดอร์-วิลลี่ และกลุ่มโรคท้าวแสนปม

          รศ. นพ. เชิดชัย นพมณีจำรัสเลิศ ประธานคณะทั่วถึงและยั่งยืน สนับสนุนงานวิจัย การรักษาที่ทันสมัย การสร้างเครือข่ายการดูแลผู้ป่วยร่วมกันระหว่างโรงเรียนแพทย์ และกระทรวงสาธารณสุข

            นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา อดีตเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในฐานะตัวแทน นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขา สปสช.ปัจจุบัน กล่าวว่า สปสช. ต้องการมุ้งเน้นมิติด้านสังคมเพิ่มเติมไปจากมิติด้านสุขภาพที่ทำอยู่แล้ว โดยมี 2 keywords สำคัญได้แก่ 1. Safety net ซึ่งเป็นตาข่ายที่จะรองรับนโยบายด้านสุขภาพ 6 ด้านสำคัญได้แก่ สิทธิ/ ความครอบคลุม/ การเข้าถึง/ คุณภาพ/ ความปลอดภัย/ การคุ้มครอง   2. No one left behind ซึ่งเน้นด้านการเข้าถึงการรักษาพยาบาลอย่างทั่วถึง ไม่ให้มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

            ความท้าทายในอนาคต ได้แก่ 1. ความสมดุลของบประมาณของประเทศกับความครอบคลุมการรักษาของโรคหายาก  2. การใช้เทคโนโลยีใหม่ๆที่ทันสมัยในการตรวจวินิจฉัย และการรักษา 3. การตรวจคัดกรองภาวะพาหะในคู่สมรสก่อนแต่งาน/ก่อนมีบุตร และขณะตั้งครรภ์ รวมถึงการให้คำปรึกษาที่เหมาะสม 4. กองทุนสำหรับโรคหายาก  5. องค์กรมิตรภาพบำบัด เพื่อนช่วยเพื่อน โดยขอแนะนำให้มูลนิธิเพื่อผู้ป่วยโรคหายาก ช่วยสานต่อความก้าวหน้าและขยายความเป็นปึกแผ่นของกลุ่มผู้ป่วย โดยรวมกลุ่มย่อยผู้ป่วยในแต่ละโรงพยาบาลหรือภูมิภาคให้เป็นกลุ่มใหญ่ และดึงเอาภาคส่วนต่างๆเข้ามามีส่วนร่วม มุ่งสร้างกลุ่มให้เข้มแข้ง และนำไปสู่เสนอนโยบายเพื่อการเปลี่ยนแปลงในทางที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ป่วยโรคหายากต่อไป

         คุณเอกวัฒน์ สุวันทโรจน์ ป่วยด้วยโรคฮีโมฟิเลีย ซึ่งเป็นโรคหายากโรคหนึ่ง เป็น "ผู้ป่วยโรคหายากสร้างแรงบันดาลใจ" กล่าวว่า เมื่อก่อน ผมเคยคิดว่าการเป็นโรคนี้ ทำให้ผมขาดโอกาสหลายอย่างในชีวิต และขาดสมดุลในครอบครัว แต่ปัจจุบันมุมมองชีวิตของผมได้เปลี่ยนไป ผมได้โอกาสหลายอย่างจากการเป็น โรคฮีโมฟิเลีย เรียนรู้ที่จะอยู่กับตัวโรคซึ่งไม่มีวันหายขาด แต่หากเราอยู่กับโรคอย่างเข้าใจ เราจะมองเห็นสิ่งต่างๆ ที่เราอาจจะได้กลับมาจากการเป็นโรคนี้” “สิ่งหนึ่งที่ผมได้รับ คือ โอกาสที่ได้ส่งต่อประสบการณ์ ถ่ายทอดมุมมองและแนวคิดที่ผมได้เรียนรู้ ต่อไปให้ผู้ป่วยคนอื่นและครอบครัว และเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคฮีโมฟิเลียดีขึ้นได้ จึงอยากสนับสนุนและช่วยเหลือให้ผู้ป่วยโรคหายากโรคอื่นๆ อื่นจัดตั้งชมรมเช่นกัน

         การเข้าถึงการวินิจฉัย การรักษา และการป้องกันโรคหายาก และสิทธิประโยชน์ ปัจจุบัน สปสช (บัตรทอง) กำหนดสิทธิการรักษาพยาบาลครอบคลุมกลุ่ม 24 โรคหายาก ซึ่งเป็นโรคพันธุกรรมเมตาบอลิกที่เกี่ยวข้องกับ “3 กรด 1 วงจร” (กรดอะมิโน กรดอินทรีย์ กรดไขมัน และวงจรยูเรีย) ซึ่งเป็นกลุ่มโรคหายากที่มีการรักษาที่จำเพาะ หากรักษาเร็วจะเพิ่มโอกาสรอดชีวิต ลดอัตราพิการและสติปัญญาบกพร่อง นอกจากนี้เด็กไทยทุกคนยังได้รับสิทธิ์ ตรวจกรองโรคพันธุกรรมเมตาบอลิกในทารกแรกเกิด ซึ่งเริ่มครอบคลุมทั่วประเทศในปี พ.ศ. 2565 ที่ผ่านมา โดยทำให้ตามเด็กกลับมารับการรักษาได้อย่างรวดเร็ว และสามารถเติบโตเป็นเด็กแข็งแรงและพัฒนาการปกติได้ต่อไป หาไม่แล้ว...ทารกเหล่านี้อาจเสียชีวิตตั้งแต่อายุน้อยหรือมีความพิการทางสมองอย่างถาวร โรคพันธุกรรมเมตาบอลิกแอสเอสดี (LSD) เป็นอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเริ่มมีการผลักดันการเข้าถึงและครอบคลุมการรักษามากขึ้น โดยโรคโกเชร์ (Gaucher) เป็นโรคแรกที่รับรองสิทธิการรักษาจากทั้งสิทธิ์บัตรทอง/สิทธิ์ประกันสังคม/สิทธิ์ข้าราชการ ซึ่งครอบคุลมยาเอนไซม์และการปลูกถ่ายไขกระดูก เป็นผลให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น สามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัย และทำงานได้เหมือนคนปกติ อย่างไรก็ตาม ยังมีโรคในกลุ่มแอลเอสดีอีกหลายโรคยังรอผลการพิจารณามานานหลายปีแล้ว เช่น โรคเอมพีเอส โรคปอมเป 

         ส่วนความคิดเห็นจากวิทยากรท่านอื่นๆ และ ประชาชนผู้เข่าร่วมงาน ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยมีความลำบากในการเดินทางเข้ามารับการรักษาและติดตามการรักษากับผู้เชี่ยวชาญซึ่งมักจะกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพ ดังนั้นจึงควรมีการเพิ่มแพทย์ผู้เชี่ยวชาญไปยังศูนย์โรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการรักษาได้มากขึ้น และสามารถติดตามได้อย่างต่อเนื่อง การให้ความรู้แก่ผู้ป่วยให้รู้จักวิธีการดูแลตัวเอง และดูแลครอบครัวแบบองค์รวม และการให้คำปรึกษาที่ดีก็เป็นสิ่งที่จำเป็นมากเช่นกัน

"อยากให้สังคมมองผู้ป่วยโรคหายากอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นโอกาสทางด้านการศึกษาหรือการทำงาน เพราะในหลายๆ โรค หากผู้ป่วยได้รับการรักษาที่ดีผู้ป่วยก็สามารถเรียนหรือทำงานได้ปกติ และอยากให้มีกองทุนสนับสนุนปัจจัยอื่นๆ ในการดำเนินชีวิตของผู้ป่วยด้วย เช่น ทุนการศึกษา เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น" 

          ในส่วนของแพทย์เอง ก็เห็นความสำคัญของการจัดตั้งกลุ่มผู้ป่วย และยังพยายามช่วยในด้านการรักษาโดยการช่วยจัดหายาบริจาค (compassionate use) หรือการส่งตรวจเลือดเพื่อวินิจฉัยโรคผ่านโครงการวิจัยต่างๆ หากภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือมากขึ้น ในการผลักดันให้ได้สิทธิประโยชน์การวินจฉัยและการรักษา การนำยาโรคหายากที่จำเป็นเข้ามาในประเทศ หรือสร้างกองทุนจัดซื้อยาจะเป็นผลดีมาก ไม่เช่นนั้นผู้ป่วยหลายคนอาจพลาดโอกาสการรักษาไป

            สำหรับ ข้อคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิภาครัฐอย่าง คุณวรรณา เอียดประพาล, ภญ.อัญชลี จิตรักนที, นพ.อนุวัฒน์ ศุภชุติกุล, นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา สปสช และทางบัญชียาหลักแห่งชาติ พยายามขับเคลื่อนให้มีการเบิกจ่ายยาสำหรับกลุ่มโรคหายากมากขึ้น แม้จะมีจำนวนผู้ป่วยน้อย แต่เนื่องจากยามีราคาค่อนข้างสูง จำเป็นต้องพิจารณาให้รอบคอบเพื่อจะได้มีความยั่งยืนต่อไป ปัจจุบันภาครัฐและภาคเอกชนมีความร่วมมือกันให้การสนับสนุนการให้ยารักษาในกลุ่มโรคหายากนี้โดยรัฐช่วยจ่ายในค่ายาบางส่วนและบริษัทยาบริจาคบางส่วน เป้าหมายที่ท้าทายในอนาคตคือการพัฒนาระบบให้มีความยั่งยืนต่อไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเราตรวจพบผู้ป่วยจำนวนมากขึ้น นอกจากนี้ สปสช. และหน่วยการที่เกี่ยวข้องเช่น HITAP ได้พยายามที่จะปรับกระบวนการพิจารณาสิทธิประโยชน์และขั้นตอนการวิจัยความคุ้มค่าและภาระงบประมาณ ให้มีขึ้นตอบที่รวดเร็วขึ้น องค์การอาหารและยา (อย.) ก็พยายามช่วยพัฒนาการขึ้นทะเบียนยาให้รวดเร็วขึ้น เพื่อเพิ่มการเข้าถึงการรักษาแก่ผู้ป่วย 

             ทั้งนี้ภาครัฐเองก็ต้องการให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนทำงานร่วมกับภาครัฐ โดยการเสนอความคิดเห็น การปรับปรุงนโยบาย และกระบวนการการเข้าถึงการเข้าถึงการรักษา เพื่อการพัฒนาระบบสุขภาพให้ดีขึ้นสำหรับผู้ป่วยกลุ่มโรคหายากนี้ อีกทั้งความร่วมมือจากฝั่งแพทย์และผู้เชี่ยวชาญ และฝ่ายวิจัย ซึ่งสามารถให้ข้อมูล สร้างฐานข้อมูลที่สำคัญ และจำเป็นต่อการวางแผนงบประมาณและร่างนโยบายได้ง่ายขึ้นต่อไป


มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ลดความเหลื่อมล้ำ ขยายโอกาส สร้างอาชีพ สร้างชีวิตอย่างเท่าเทียมแก่ชาวพิษณุโลก

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ลดความเหลื่อมล้ำ ขยายโอกาส สร้างอาชีพ สร้างชีวิตอย่างเท่าเทียมแก่ชาวพิษณุโลก  ลงพื้นที่มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพแก่ผู้ยากไร้ ...