วันศุกร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

รมว.ดีอีเอส แถลงเปิดโครงการ “สำมะโนธุรกิจและอุตสาหกรรม พ.ศ. 2565” เตรียมส่งเจ้าหน้าที่สำนักงานสถิติแห่งชาติ เก็บข้อมูลสถานประกอบการทั่วไทย พ.ค. - ส.ค. นี้

รมว.ดีอีเอส แถลงเปิดโครงการ “สำมะโนธุรกิจและอุตสาหกรรม พ.ศ. 2565” 

เตรียมส่งเจ้าหน้าที่สำนักงานสถิติแห่งชาติ เก็บข้อมูลสถานประกอบการทั่วไทย พ.ค. - ส.ค. นี้

           นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เป็นประธานเปิดงานแถลงข่าว “โครงการสำมะโนธุรกิจและอุตสาหกรรม พ.ศ. 2565 (งานแจงนับ)” โดยมี ดร.ปิยนุช วุฒิสอน ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ คณะผู้บริหารจากกระทรวง ดีอีเอสและสำนักงานสถิติแห่งชาติ สถิติจังหวัด พร้อมตัวแทนหน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมถึงสื่อมวลชนแขนงต่างๆ เข้าร่วมงานณ โรงแรมเซ็นทรา บาย เซ็นทารา ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ 

           สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) หน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงฯ พร้อมเชิญชวนผู้ประกอบการทั่วประเทศร่วมใจให้ข้อมูล เพื่อนำมาใช้วางแผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศในยุควิกฤติโควิด-19 โดยเจ้าหน้าที่ “คุณมาดี” จาก สสช. พร้อมลงพื้นที่เก็บข้อมูล ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม 2565 นี้

           นายชัยวุฒิ  ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า “ในฐานะผู้บริหารสูงสุดของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ผมตระหนักถึงความสำคัญของข้อมูลจากโครงการดังกล่าวที่จะนำไปใช้ในการวางแผนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ตลอดจนให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSME) ให้มีศักยภาพเพิ่มมากขึ้น ในระดับนานาชาติไม่ว่าจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วหรือประเทศที่กำลังพัฒนา เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และเวียดนาม เป็นต้น ล้วนให้ความสำคัญกับการจัดทำข้อมูลด้านเศรษฐกิจ เพื่อชี้ให้เห็นถึงโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเป็นข้อมูลที่สำคัญ สำหรับใช้ในการวางแผน กำหนดนโยบายการส่งเสริมการค้า การลงทุน ตลอดจนจัดทำตัวชี้วัดภาวะเศรษฐกิจของประเทศ เช่น ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)  หรือใช้ในการวิเคราะห์เปรียบเทียบสถานการณ์ในภาคการค้า การบริการ และอุตสาหกรรมการผลิตในระดับประเทศ ภูมิภาค และระดับโลก”

                 สำหรับประเทศไทยมีสถานประกอบการในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมอยู่ประมาณ 2.6 ล้านแห่ง ซึ่งถือเป็นหัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ จากการที่สำนักงานสถิติ แห่งชาติเป็นหน่วยงานหลักในการจัดทำข้อมูลพื้นฐานด้านเศรษฐกิจและสังคม ได้ดำเนินการจัดทำโครงการสำมะโนธุรกิจและอุตสาหกรรมในครั้งนี้  ถือเป็นโอกาสดีของประเทศไทย ที่กำลังเผชิญกับความท้าทาย สืบเนื่องมาจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคเชื้อไวรัสโควิด-19 จะได้มีข้อมูลให้หน่วยงานภาครัฐ  ใช้ในการกำหนดนโยบายเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ผู้ประกอบการ หรือออกมาตรการต่าง ๆ ในการช่วยเหลือผู้ประกอบการให้สอดคล้องกับความต้องการได้อย่างตรงจุด เช่น การเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการ MSME ส่วนภาคเอกชนและประชาชนได้นำไปใช้ประกอบในการตัดสินใจลงทุน ต่อยอดธุรกิจ ขยายกิจการ หรือออกผลิตภัณฑ์ชนิดใหม่ รวมไปถึงการวางแผนกลยุทธ์ให้สามารถแข่งขันกับผู้ประกอบการในธุรกิจเดียวกันได้

        ด้าน ดร.ปิยนุช วุฒิสอน ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติเสริม กล่าวว่า “สำหรับการจัดทำสำมะโนด้านเศรษฐกิจจะจัดทำขึ้นในรอบห้าปีถึงสิบปีตามข้อเสนอแนะขององค์การสหประชาชาติ โดยในปี 2565เป็นการครบรอบสิบปี ของการจัดทำสำมะโนธุรกิจ ทางการค้า และธุรกิจ ทางการบริการ และครบรอบห้าปีของการจัดทำสำมะโนอุตสาหกรรม ดังนั้น การสำมะโนฯ ในครั้งนี้เป็นการบูรณาการทั้งสองโครงการที่ได้กล่าว ภายใต้ชื่อ ‘สำมะโนธุรกิจและอุตสาหกรรม พ.ศ. 2565’ หรือ โครงการ สธอ. 65”

           ข้อมูลจากโครงการฯ สามารถนำมาใช้ประโยชน์ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน สำหรับภาครัฐนำมาใช้ในการวางแผน กำหนดยุทธศาสตร์ นโยบายการพัฒนา เศรษฐกิจและขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งในระดับประเทศและพื้นที่ ใช้ประกอบการจัดทำตัวชี้วัดระดับเศรษฐกิจของประเทศ เช่น ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ รวมถึงการยกระดับขีดความสามารถของสถานประกอบการ MSME  ส่วนภาคเอกชน สามารถใช้ประโยชน์ในการวิเคราะห์สถานการณ์เพื่อตัดสินใจในการลงทุนหรือขยายกิจการ ตลอดจนเปรียบเทียบสถานะสถานประกอบการตนกับระดับประเทศและพื้นที่ได้ และสำหรับประชาชน สามารถใช้ข้อมูลเพื่อศึกษาช่องทางในการลงทุนทำธุรกิจ และศึกษาวิจัยให้เกิดองค์ความรู้สนับสนุนการจัดทำนโยบาย

            การจัดทำโครงการ สธอ. 65 มีแผนการดำเนินงานเป็นระยะเวลา 3 ปี ตั้งแต่ปี 2564 – 2566 โดยในปี 2564 เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลพื้นฐานของสถานประกอบการทุกประเภททั้งที่อยู่ในระบบทะเบียน และนอกระบบ ทะเบียน ทั่วประเทศ หรือที่เรียกว่า “งานนับจด” เพื่อให้เห็นโครงสร้างและการกระจายตัวของสถานประกอบการประเภทต่าง ๆ ทั่วทั้งประเทศ สำหรับในปี 2565 นี้ เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลรายละเอียดของสถานประกอบการ หรือที่เรียกว่า “งานแจงนับ” เช่น คนทำงานและค่าตอบแทนแรงงาน ต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่าย ผลผลิต/รายรับ การใช้เทคโนโลยี การได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และความช่วยเหลือที่ต้องการจากภาครัฐ เป็นต้น และสำหรับปี 2566 จะเป็นการประมวลผล วิเคราะห์ และนำเสนอข้อมูลต่อไป  

        “ในการจัดทำสำมะโนธุรกิจและอุตสาหกรรม ปี 2565  ได้มีการบูรณาการข้อมูลทะเบียนของหน่วยงานรัฐสามหน่วยงาน ได้แก่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมโรงงานอุตสาหกรรม และกรมส่งเสริมการเกษตร สำนักงาน สถิติ แห่งชาติขอขอบคุณหน่วยงานทั้งสามหน่วยงานเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้ให้ความอนุเคราะห์ข้อมูลธุรกิจและสถานประกอบการ ซึ่งความร่วมมือในการบูรณาการข้อมูลในครั้งนี้ จะเป็นพื้นฐาน ในการต่อยอด สำหรับ การวิเคราะห์ ข้อมูล ขนาดใหญ่ต่อไป สำนักงานสถิติแห่งชาติจะส่งเจ้าหน้าที่ หรือ ‘คุณมาดี’ ลงพื้นที่เก็บรวบรวมข้อมูลพร้อมกันทั่วประเทศ ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคม 2565 ด้วยวิธีการสัมภาษณ์ผู้ประกอบการโดยตรง และในการสำมะโน ครั้งนี้ มีระบบออนไลน์สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการให้ข้อมูลด้วยตนเองอีกช่องทางหนึ่ง และขอเน้นย้ำให้ผู้ประกอบการมีความมั่นใจว่าข้อมูลจะเป็นความลับ ไม่รั่วไหล และไม่นำไปเปิดเผยเป็นรายกิจการ” ดร.ปิยนุช กล่าว พร้อมเสริมว่า เนื่องจากเป็นการดำเนินงานในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 สำนักงานสถิติแห่งชาติ มีมาตรการในการดำเนินงานที่เน้นการรักษาความปลอดภัยตามมาตรการของ ศบค. และกระทรวงสาธารณสุข อย่าง เคร่งครัด

             “ในส่วนของกระทรวงดิจิทัลฯ ที่มีภารกิจในการส่งเสริม สนับสนุน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล ซึ่งข้อมูลที่ได้จากโครงการนี้ส่วนหนึ่งจะชี้ให้เห็นถึงทักษะ ความรู้ ความเข้าใจ และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital literacy) ในการดำเนินกิจการของสถานประกอบการในปัจจุบัน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล ที่เอื้ออำนวยต่อการดำเนิน กิจการสำหรับการขับเคลื่อน เศรษฐกิจ ด้วย เทคโนโลยี ดิจิทัลอย่างยั่งยืน เช่น การมีแพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับสนับสนุนให้สถานประกอบการขายสินค้าออนไลน์ หรือ e-commerce  กลุ่มธุรกิจ Start up ตลอดจนการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลในระดับชุมชน หมู่บ้าน เพื่อส่งเสริมให้ประชาชน กลุ่มแม่บ้าน และวิสาหกิจชุมชนมีความรู้นำไปต่อยอดในการสร้างอาชีพ สร้างงาน และสร้างรายได้ต่อไป” นายชัยวุฒิ กล่าวพร้อมเชิญชวนผู้ประกอบการทั่วประเทศร่วมให้ข้อมูลกับคุณมาดี เพื่อร่วมขับ เคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศสู่ความเจริญอย่างยั่งยืน

             โครงการสำมะโนธุรกิจและอุตสาหกรรม พ.ศ. 2565 (งานแจงนับ) ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม นี้ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร 0 2142 1234 หรือชมรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ www.nso.go.th 



                                                                                                                                 

วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

“อเนก” ประธาน TFOPTA คนใหม่ สมาชิกวางใจ พร้อมทำงานเต็มร้อย พร้อมเผย นโยบายใหม่ และสานต่อนโยบาย "โกจง"

“อเนก” ประธาน TFOPTA คนใหม่ สมาชิกวางใจ พร้อมทำงานเต็มร้อย พร้อมเผย

นโยบายใหม่ และสานต่อนโยบาย "โกจง"




วันที่ 10 พฤษภาคม 2565 ที่ผ่านมา ณ ห้องเจ้าพระยา โรงแรมเจ้าพระยาธารา ริเวอร์ไซด์  สมาคมสมาพันธ์ธุรกิจการท่องเที่ยวส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย (TFOPTA) ได้จัดให้มีการเลือกตั้งประธาน TFOPTAแทนนายชำนาญ (โกจง) ศรีสวัสดิ์ ประธาน TFOPTA ที่หมดวาระลง





                การเลือกตั้งประธาน TFOPTA ในครั้งนี้มี นพ.สมชัย เจียรนัยศิลป์ ประธานที่ปรึกษาสมาพันธ์ฯ เป็นประธานในการเลือกตั้ง พร้อมคณะกรรมการอีก 2 ท่านคือ นายนรินทร์  ทิจะยัง ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทั่วไป การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.). และนางจิรารัตน์ มีงาม ผู้อำนวยการการ ททท. สำนักงานลพบุรี โดยมีสมาชิกที่เป็นนายกสมาคมท่องเที่ยวจำนวน 97 สมาคมทั่วประเทศเข้าร่วมลงคะแนน และได้เสนอชื่อผู้เข้าคัดเลือกเป็นประธาน TFOPTA 2 ท่าน คือ ว่าที่ ร.ต.เอนก นุรักษ์ และ ดร.จักรกฤช ศีลาเจริญ 





ซึ่งผู้ได้เสนอชื่อเข้ารับเลือกตั้งทั้ง 2 ท่านคือ ว่าที่ ร.ต.เอนก นุรักษ์ และ ดร.จักรกฤช ศีลาเจริญ ก็ได้กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ของตนเองให้สมาชิกได้รับรู้ แต่หลังจากได้แสกงวิสัยทัศน์เสร็จแล้ว ดร.จักรกฤช ศีลาเจริญ ก็ได้ถอนตัวในการเลือกตั้งในครั้งนี้ ทำให้ ว่าที่ ร.ต.เอนก นุรักษ์ ได้รับการเลือกตั้งเป็นประธาน TFOPTA คนใหม่ ด้วยคะแนนเสียงที่ได้รับความไว้วางใจจากสมาชิกจำนวน 80 เสียงจากสมาชิกทั้งหมด หลังจากนั้นประธาน TFOPTA คนใหม่ ก็ได้กล่าวขอบคุณสมาชิกทั้งหมดที่ได้ให้ความไว้วางใจตนเอง พร้อมทั้งกล่าวถึงนโยบายต่างๆ ที่ตนเองจะทำ และจะสานต่อนโยบายนายชำนาญ (โกจง) ศรีสวัสดิ์ ประธาน TFOPTA คนเก่า



จากนั้น ว่าที่ ร.ต.เอนก นุรักษ์ ประธาน TFOPTA คนใหม่ ก็ได้เสนอชื่อคณะกรรมการชุดใหม่ โดยรองประธาน 5 ท่าน คือ นายพัลลภ แซ่จิว รองประธานภาคเหนือ, นางวาสิตา น้อยพรหม รองประธานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, นายชัย อรุณานนท์ชัย รองประธานภาคกลาง, นางสุวรรณา โดตี้ รองประธานภาคตะวันออก และนายสุรพล กำพลานนท์วัฒน์ รองประธานภาคใต้




ส่วนคณะกรรมการเขต 13 เขตพื้นที่ ได้แก่ นายจิรกร สุวงศ์ สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ กรรมการเขต 1, นายมนิตย์ สีฆสัมบันน์ สมาคมสหพันธ์ท่องเที่ยวภาคเหนือ กรรมการเขต 2, นายภพพล เกษมสันต์ ณ อยุธยา สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดขอนแก่น กรรมการเขต 3, นายทรงสิทธิ์  พจน์ชนะชัย กรรมการเขต 4, ดร.วัชรี ปรัชญานุสรณ์ สมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ กรรมการเขต 5, นางฉลอม สงล่า สมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดชัยนาท กรรมการเขต 6, นางวาสนา ศรีกาญจนา สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวชะอำ-หัวหิน กรรมการเขต 7, นายดำริห์ รัตนชินกร สมาคมท่องเที่ยวจังหวัดปราจีนบุรี กรรมการเขต 8, นายไพโรจน์  ปิติพันธรัตน์ สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดระยอง กรรมการเขต 9, นายอนันต์ รวมพันธ์ สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดชุมพร กรรมการเขต 10, นายเลิศศักดิ์ ปนกลิ่น สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดพังงา กรรมการเขต 11, นายสามารถ เจริญฤทธิ์ สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดสตูล กรรมการเขต 12 และนายกฤษธนา สบบรรพวงศ์ กรรมการเขต 13 สมาชิกทั้งหมดได้ยกมือรับรองคณะกรรมการชุดใหม่

สมาคมสมาพันธ์ธุรกิจการท่องเที่ยวส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย (TFOPTA) จึงได้ประธานและคณะกรรมการชุดใหม่ในการบริหารงานครบทุกคน

วันจันทร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

งาน “เทศกาลประดับไฟ Aqua Lumina มหัศจรรย์แสง เรืองรองจากท้องทะเล” ใน 3 จังหวัดภาคใต้

งาน “เทศกาลประดับไฟ Aqua Lumina มหัศจรรย์แสง เรืองรองจากท้องทะเล” ใน 3 จังหวัดภาคใต้

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)ดงานเทศกาลประดับไฟจัดงาน “เทศกาลประดับไฟ Aqua Lumina มหัศจรรย์แสง เรืองรองจากท้องทะเล” ใน 3 จังหวัดภาคใต้ กระบี่ ภูเก็ต และพังงา เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ และกระตุ้นการ ท่องเที่ยว สร้างมาตรฐานด้านความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และต่างชาติ โดยงานเทศกาลประดับไฟ ในครั้งนี้จะมีขึ้นระหว่างเดือน พฤษภาคม - มิถุนายน 2565


นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกะทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วย นายณรงค์ วุ่นซิ้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต นายเถลิงศักดิ์ นุชประหาร รองผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท. และนางสาวศศิธร กิตติธรกุล นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่ ร่วมแถลงข่าวการจัดงานเทศกาลประดับไฟ(The Aqua Illumination In Southern Thailand) 3 จังหวัดภาคใต้ ภูเก็ต กระบี่และพังงา ณ House Of Illumination CENTRAL @ Central World ชั้น 8 เมื่อวันจันทร์ ที่ 9 พฤษภาคม 2565


นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท. กล่าวว่า การจัดงานเทศกาลประดับไฟ (The Aqua Illumination in Southern Thailand) เทศกาลประดับไฟสุดยิ่งใหญ่ที่ยกความสนุกมาไว้ที่ภาคใต้ ที่พร้อมมอบช่วงเวลาสุดพิเศษที่จะพาทุกคนผ่าน 3 จังหวัดในภาคใต้ที่มีชื่อเสียงสำหรับนักท่องเที่ยว อันได้แก่ จังหวัดภูเก็ต จังหวัดกระบี่ และจังหวัดพังงา

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวเข้ามายังพื้นที่ ซึ่งทำให้ทั้ง 3 จังหวัดนี้ยังคงเป็น Top of mind ของนักท่องเที่ยวให้อยากเดินทางกลับมาอีกครั้ง และเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวในช่วงเดือน พฤษภาคม - มิถุนายน ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวจะสร้างกระแสและดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัว ผู้ที่สนใจทั้งในพื้นที่ และจังหวัดใกล้เคียงเดินทางเข้ามาท่องเที่ยว และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติซึ่งจะสามารถเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวพักค้าง และรายได้ทางการท่องเที่ยวให้กับจังหวัดได้

เริ่มต้นที่ จังหวัดกระบี่ จัดระหว่างวันที่ 14 พฤษภาคม - 25 พฤษภาคม ณ พิพิธภัณฑ์เรือหลวงลันตา และลานพระอาทิตย์องค์การบริหารจังหวัดกระบี่ ภายใต้คอนเซปต์ "ดินแดนสิ่งมีชีวิตมหัศจรรย์ " อาธิ การแสดงโปรเจคชั่นแมพปิ้งลงบนเรือหลวงลันตา, การแสดงพิเศษ โนราห์เรืองแสง เป็นต้น

ต่อด้วย จังหวัดภูเก็ต จัดระหว่างวันที่ 20 พฤษภาคม- 31 พฤษภาคม ณ บริเวณชายหาดในหาน ภายใต้คอนเซปต์ 'ดินแดนผู้พิทักษ์แห่งอันดามัน' อาธิ การแสดง Projection Mapping show ะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ใต้ท้องทะเลและการรณรงค์ในเรื่องการส่งเสริมการท่องเที่ยว Resposible Tourism

ปิดท้ายด้วย จังหวัดพังงา จัดระหว่างวันที่ 27 พฤษภาคม - 12 มิถุนายน ณ บริเวณหาดเมมโมรี่ ภายใต้คอนเซปต์ "ดินแดนคลื่นเต้นระบำ" ด้วยเทคนิค : MUSIC & ILLUMINATION ด้วยการถ่ายรูปผ่านเกลียวคลื่นรูปทรงต่ง ๆ รวมถึงไฟประดับรูปทรงปะการังใต้ท้องทะเล

เทศกาลประดับไฟ (The AquaIllumination in Southern Thailand) นี้ นอกเหนือจากการฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่ 3 จังหวัดอันดามันแล้ว ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นต่อกลุ่มนักท่องเที่ยวนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ให้ตัดสินใจเดินทางกลับมาท่องเที่ยวยังประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดหลักด้านการท่องเที่ยว ทั้ง ภูเก็ต กระบี่ และพังงา โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season)ในช่วงเดือนตุลาคม 2565 นี้เป็นต้นไป

#aqualumina

#The Aqua Illumination in Southern Thailand

#amazingNewChapter

ทปอ. จับมือสยามสแควร์ รวมพลังมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ จ้ดงาน “SIAM YOUTH SQUARE”

ทปอ. จับมือสยามสแควร์ รวมพลังมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ จ้ด งาน “SIAM YOUTH SQUARE” เปลี่ยนพื้นที่กลางเมืองเป็นเวทีแจ้งเกิดของเยาวชนไทย       ที่...