วันพฤหัสบดีที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2564

ททท. ผนึก สทท. ภาครัฐและเอกชน กระตุ้นตลาดออนไลน์ท่องเที่ยวไทย

ททท. ผนึก สทท. ภาครัฐและเอกชน กระตุ้นตลาดออนไลน์ท่องเที่ยวไทย

 นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นายชำนาญ ศรีสวัสดิ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) นางพิทยา วรปัญญาสกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงาน Credit Card บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (KTC) และนางนันทิญา อังคณากานต์ รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารความสุขและความสัมพันธ์ลูกค้า บริษัท ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป จำกัด (true) ร่วมกันลงนามบันทึกข้อตกความร่วมมือโครงการห้าง ททท. (Tourism Department Store) ณ ห้องประชุมจารุวัสตร์ ชั้น 10 อาคารการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2564



         โครงการห้าง ททท. (Tourism Department Store) มีเป้าหมายเพื่อบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ในการพัฒนา            ขยายช่องทางการตลาด การประชาสัมพันธ์ และสร้างโอกาสในการขายสินค้าการท่องเที่ยวให้กับผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวทั่วประเทศ จนนำไปสู่การเดินทางท่องเที่ยว


     บันทึกข้อตกลงดังกล่าว เกิดจากความมุ่งมั่นของ ททท. ที่เล็งเห็นความสำคัญของการนำเทคโนโลยีออนไลน์มาใช้ในการกระตุ้นตลาดท่องเที่ยวไทย และช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวทั่วประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวทุกภาคส่วนได้รับผลกระทบจากวิกฤติโควิด-19 และรูปแบบการท่องเที่ยวที่ปรับไปสู่วิถีปกติใหม่ (New Normal) ด้วยการร่วมมือกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ในการพัฒนาแพลตฟอร์ม Online Marketplace ภายใต้ชื่อ “ห้าง ททท.” หรือ “Tourism Department Store” ทาง www.tourismthailand.org/tourismdepartmentstore ซึ่งเป็นแหล่งรวบรวมสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวที่ สทท. ได้คัดสรรพิเศษการันตีความคุ้มค่าและปลอดภัยด้านสุขอนามัย มาให้นักท่องเที่ยวที่มีความสนใจสินค้าการท่องเที่ยวที่หลากหลายได้เลือกซื้อกัน โดยแบ่งออกเป็น 8 ชั้น แพ็กเกจท่องเที่ยว การเดินทาง สุขภาพ & ความงาม ที่พัก ร้านอาหาร & เครื่องดื่ม ร้านค้า & ของที่ระลึก กีฬา & นันทนาการ และโปรเด็ด ดีลพิเศษ ที่หมุนเวียนสับเปลี่ยนไปตาม Theme ส่งเสริมการตลาดในแต่ละเดือน

     นอกจากนี้ ททท. ยังได้จับมือร่วมกับภาคเอกชน อาทิ KTC และ true ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีศักยภาพทางการตลาดและประชาสัมพันธ์ เพื่อร่วมกันสร้างช่องทางการตลาดและขยายการรับรู้สินค้าการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย การส่งเสริมการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการ การกระตุ้นการใช้จ่าย และสร้างกระแสการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวไทยก่อนขยายผลไปยังกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เมื่อสถานการณ์ท่องเที่ยวเริ่มกลับสู่ภาวะปกติ


       ทั้งนี้ ททท. และหน่วยงานพันธมิตร ยังได้ผนึกกำลังในการจัดกิจกรรมส่งเสริมตลาดเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายผ่านการจัดแคมเปญ “ช้อปคุ้มทุกเรื่องเที่ยวบนเว็บไซต์ห้าง ททท. กับบัตรเครดิต KTC”  แลกรับเครดิต เงินคืนสูงสุด 15% (ไม่จำกัดยอดขั้นต่ำและยอดเครดิตเงินคืนสูงสุด) การจัด Mobile Booth และ Live Steaming ผ่าน Facebook โดยผู้ที่สนใจสามารถติดตามข่าวสาร รวมไปถึงรายละเอียดข้อมูลดีลพิเศษต่างๆ จากโครงการได้ทาง www.tourismthailand.org/tourismdepartmentstore หรือ Line OA : @tatdepartmentstore









วันจันทร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2564

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งเร่งสนับสนุนการประกอบอาชีพ สร้างชีวิตแก่ครัวเรือนยากจนจังหวัดพิจิตร และนครสวรรค์

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งเร่งสนับสนุนการประกอบอาชีพ สร้างชีวิตแก่ครัวเรือนยากจนจังหวัดพิจิตร และนครสวรรค์

           มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายสุรพงษ์  เตชะหรูวิจิตร กรรมการและรองเลขาธิการ พร้อมด้วยนายสุรพงศ์  เสรฐภักดี กรรมการและรองเหรัญญิก นำทีมสังคมสงเคราะห์ เร่งเดินสายภาคเหนือ มอบอุปกรณ์การประกอบอาชีพให้กับครัวเรือนยากจนจังหวัดพิจิตร และนครสวรรค์  จำนวน 17 ครัวเรือน รวมมูลค่าทั้งสิ้น 204,990 บาท (สองแสนสี่พันเก้าร้อยเก้าสิบบาทถ้วน) เพื่อส่งเสริม และสนับสนุนอาชีพแก่ครัวเรือนยากจนสามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัว ดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้ ”บันทึกข้อตกลงความร่วมมือการแก้ไขปัญหาความยากจนเชิงบูรณาการ” ร่วมกับกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย โดยมี นายรังสรรค์  ตันเจริญ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร และ นายกฤชเพชร  เพชระบูรณิน รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ เป็นประธานร่วมในพิธี พร้อมด้วย นางสาวชนมณัฐ รอดบุญธรรม ผู้ตรวจราชการกรมการพัฒนาชุมชน คณะมูลนิธิพิจิตรสามัคคีกุศลสถานสงเคราะห์ และมูลนิธิปากน้ำโพประชานุเคราะห์ ร่วมในพิธี ณ  หอประชุมศาลากลางจังหวัดพิจิตร และ ห้องโถง ชั้น 1 ศาลากลางจังหวัดนครสวรรค์ (หลังเก่า) เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2564




                  การดำเนินการ “โครงการแก้ไขปัญหาความยากจนเชิงบูรณาการ” มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดยฝ่ายสังคมสงเคราะห์  จะจัดทีมลงพื้นที่ร่วมกับกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย พร้อมให้ความรู้ ทักษะ และมีวัสดุอุปกรณ์ไปประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัว โดยมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้จัดหาอุปกรณ์การประกอบอาชีพให้กับครัวเรือนยากจน เพื่อลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม ตลอดจนสร้างความสุขสู่ชุมชน สังคม และประเทศชาติอย่างยั่งยืน ซึ่งในปี 2562 ที่ผ่านมา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้พิจารณาครัวเรือนยากจนให้ได้รับวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพ จำนวน 98 ครัวเรือน และดำเนินการมอบวัสดุอุปกรณ์แล้วในปี 2563 รวมเป็นมูลค่าทั้งสิ้น จำนวน  1,288,712 บาท (หนึ่งล้านสองแสนแปดหมื่นแปดพันเจ็ดร้อยสิบสองบาทถ้วน)

                  และในปีงบประมาณ  2563  มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และกรมการพัฒนาชุมชนได้ดำเนินการในพื้นที่จังหวัดทางภาคเหนือ 17  จังหวัด ได้แก่  อุทัยธานี  นครสวรรค์  พิษณุโลก สุโขทัย พิจิตร อุตรดิตถ์  กำแพงเพชร  สุโขทัย  ตาก  ลำพูน  ลำปาง  น่าน  แพร่   พะเยา  เชียงใหม่ เชียงราย  และ แม่ฮ่องสอน  โดยกำหนดกลุ่มเป้าหมาย  500 ครัวเรือน งบประมาณดำเนินงานทั้งสิ้น  จำนวน  10,000,000 บาท (สิบล้านบาทถ้วน)


.               กว่า 111 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลาย ๆ รวมทั้งการมอบโอกาสทางอาชีพ เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุก ๆ ด้าน  ดังคำขวัญมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง “ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิตต่อไป

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung

ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ## 

แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง 1418

ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

สำนักงานสถิติแห่งชาติลงพื้นที่ติดตาม “คุณมาดี” เก็บข้อมูลสำมะโนประชากรและเคหะในพื้นที่ต้นแบบ EEC พร้อมเตรียมยกระดับการทำงานสู่ รัฐบาลดิจิทัล

สำนักงานสถิติแห่งชาติลงพื้นที่ติดตาม คุณมาดี” เก็บข้อมูลสำมะโนประชากรและเคหะในพื้นที่ต้นแบบ EEC พร้อมเตรียมยกระดับการทำงานสู่

รัฐบาลดิจิทัล


สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ชุมชนหนองขาม อำเภอศรีราชา ติดตาม คุณมาดี” เก็บข้อมูลสำมะโนประชากรและเคหะในพื้นที่ต้นแบบเขต EEC เพื่อศึกษาแนวทางการปรับเปลี่ยนและพัฒนาการทำสำมะโนประชากรและเคหะโดยใช้ฐานข้อมูลทะเบียนภายใต้สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 พร้อมเผยทิศทางการดำเนินงานพร้อมนำองค์กรเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล

                นางสาววันเพ็ญ พูลวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์  การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติอย่างมาก โดยเฉพาะการเก็บรวบรวมข้อมูลแบบ Face to Face ซึ่งส่งเจ้าหน้าที่ลงไปในพื้นที่เพื่อสัมภาษณ์ประชาชนนั้น ไม่สามารถดำเนินการได้ ประกอบกับสังคมมีความต้องการใช้ข้อมูลที่ทันต่อสถานการณ์มากขึ้น สสช. ตระหนักดีว่าจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนและทบทวนวิธีการทำสำมะโนในรูปแบบใหม่ จึงได้จัดให้มีการศึกษา โครงการการศึกษาและพัฒนาต้นแบบการจัดทำสำมะโนประชากรและเคหะจากฐานข้อมูลทะเบียน หรือ Register-based Census’ ถือเป็นโครงการนำร่องที่จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาแนวทางการปรับเปลี่ยนและพัฒนารูปแบบ กรอบแนวคิด และวิธีการทำสำมะโน โดยใช้ฐานข้อมูลทะเบียนเสริมวิธีการจัดทำสำมะโนประชากรและเคหะ เพื่อให้ได้ข้อมูล ที่ถูกต้อง ครบถ้วน และครอบคลุมประชากรของประเทศ


                Register-based Census ดำเนินการใน 3 จังหวัดซึ่งอยู่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ได้แก่ จังหวัดระยอง จังหวัดฉะเชิงเทรา และจังหวัดชลบุรี ใน 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอศรีราชาและอำเภอพนัสนิคม เป็นการเก็บข้อมูลจากประชากรทุกคนตามที่อยู่อาศัยจริง ณ วันที่กำหนด โดยใช้สมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต

ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ซึ่งได้ดำเนินการระหว่างเดือนธันวาคม 2563 - เดือนมีนาคม 2564 นางสาววันเพ็ญ พูลวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ กล่าวเสริมว่า การปรับเปลี่ยนวิธีการทำสำมะโนจากแบบดั้งเดิมมาใช้ฐานข้อมูลทะเบียนนั้น ทุกประเทศทั่วโลกมีแนวโน้มที่จะใช้วิธีดังกล่าวมากขึ้น ซึ่งเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพเนื่องจากจะช่วยลดค่าใช้จ่ายและต้นทุนในการทำสำมะโนของประเทศ เพราะสามารถใช้ข้อมูลจากทะเบียนที่หน่วยงานภาครัฐอื่นๆ มีอยู่แล้วมาใช้แทนการปฏิบัติงานสนามได้ หากวิธีการนี้ได้ถูกนำมาใช้จะทำให้ประชาชนตอบคำถามและใช้เวลาน้อยลง ซึ่งจะนำไปสู่การให้ความร่วมมือของประชาชนในการตอบข้อมูลกับ สสช. มากขึ้น และได้ข้อมูลที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้นด้วย ผลการศึกษาจากโครงการนี้ อาจนับได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญสำหรับการปรับเปลี่ยนวิธีการทำสำมะโนในอนาคต

                นอกจากโครงการ Register-based Census แล้ว ในปีที่ผ่านมา สสช. ได้บูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ โดยได้ร่วมกับสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ และสถาบันส่งเสริมการวิเคราะห์และบริหารข้อมูลขนาดใหญ่ภาครัฐ หรือ GBDi พัฒนา ระบบบัญชีข้อมูลภาครัฐ หรือ Government Data Catalog” เรียกสั้นๆ ว่า GD Catalog ซึ่งถือเป็นสมุดหน้าเหลืองรวบรวมรายการข้อมูลภาครัฐ และเปิดให้หน่วยงานเจ้าของข้อมูลเข้ามามีส่วนร่วมในการให้บริการข้อมูลข้ามหน่วยงานได้อย่างเป็นระบบ รวดเร็ว และปลอดภัย เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการข้อมูลแก่ประชาชน โดยจะพัฒนาเป็น Digital Platform ด้านข้อมูลเพื่อใช้งานร่วมกันในระดับประเทศ (GD Catalog Platform) ต่อไป นับเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการขับเคลื่อนสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

   

             สำหรับประโยชน์ของระบบบัญชีข้อมูลภาครัฐ จะช่วยลดระยะเวลาการสืบค้นและศึกษาข้อมูล เนื่องจากมีการจัดการบัญชีข้อมูลภาครัฐอย่างเป็นระบบ มีคำอธิบายข้อมูลที่แสดงถึงแหล่งที่มาจากเจ้าของข้อมูลที่แท้จริง โดยตัวอย่างการใช้ประโยชน์ของ GD Catalog เช่น ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 การมีบัญชีข้อมูลภาครัฐทำให้ทราบว่าข้อมูลสำคัญที่ต้องใช้ในการแก้ไขปัญหาสถานการณ์โควิด-19 มีการจัดเก็บอยู่หรือไม่ อยู่ที่หน่วยงานใด จัดเก็บอยู่ในรูปแบบใด ซึ่ง GBDi ได้รวบรวมบัญชีข้อมูลและนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาสถานการณ์โควิด-19 มากกว่า 100 รายการ

สำนักงานสถิติแห่งชาติ มีวิสัยทัศน์ในการดำเนินงานในยุคการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล มุ่งเน้นการจัดทำข้อมูลและให้บริการข้อมูลสถิติที่สอดคล้องตอบโจทย์ ถูกต้อง และทันต่อสถานการณ์ของประเทศ โดยพัฒนาเทคโนโลยีมาใช้ในการเก็บรวบรวมและประมวลผลข้อมูลให้มากขึ้น เช่น การพัฒนาระบบแบบสอบถามออนไลน์ การใช้แท็บเล็ตในการเก็บและปรับปรุงข้อมูล การพัฒนาระบบการบริการข้อมูลแบบ API เป็นต้น


สำหรับปี พ.ศ. 2564-2565 มีโครงการสำคัญที่จะดำเนินการ ดังนี้ โครงการสำมะโนธุรกิจและอุตสาหกรรม พ.ศ. 2565 โครงการสำมะโนการเกษตร พ.ศ. 2566 โครงการสำรวจภาวะการทำงานของประชากร โครงการยกระดับการสำรวจข้อมูลของ สสช. เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่องค์กรสถิติดิจิทัล และโครงการจัดทำฐานข้อมูลผู้ถือครองทำการเกษตรของประเทศไทยโดยฐานข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อใช้เป็นฐานในการจัดทำสำมะโนการเกษตร พ.ศ. 2566 เป็นต้น

ข้อมูลถือเป็นขุมทรัพย์และเข็มทิศนำทางการพัฒนาประเทศในมิติต่างๆ สำนักงานสถิติแห่งชาติ จึงใคร่ขอความร่วมมือประชาชนให้ข้อมูลที่ครบถ้วนและเป็นจริงกับ คุณมาดี’ เจ้าหน้าที่เก็บข้อมูล เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ดีมีคุณภาพมาประมวลผล และนำไปเป็นฐานข้อมูลสำคัญให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศอย่างทั่วถึง ก้าวทัน และยั่งยืน” ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ

                ติดตามข้อมูลสถิติที่น่าสนใจมากมายจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้ที่เว็บไซต์ www.nso.go.th  โซเชียลมีเดีย Line Official Account “NSO OF THAILAND” และโมบายแอปพลิเคชัน “THAI STAT” หรือโทรสอบถามที่เบอร์ 0 2141 7500-03

 

 

วันศุกร์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2564

วันคล้ายวันสถาปนา " ททท. ครบ 61 ปี " วันที่ 18 มีนาคม 2564

วันคล้ายวันสถาปนา " ททท. ครบ 61 ปี " วันที่ 18 มีนาคม 2564


การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ครบรอบสถาปนา 61 ปีแห่งความตั้งใจ เพื่อให้เมืองไทยอยู่ในใจของนักท่องเที่ยวทุกคน พร้อมเพิ่มเจตจำนงเพื่อให้การท่องเที่ยวเกิดความยั่งยืนอย่างแท้จริง ...

วันที่ 18 มีนาคม 2564 ที่อาคารการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานใหญ่ มีการจัดงานวันคล้ายวันสถาปนาการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ครบ 61 ปี   มีบุคคลในวงการท่องเที่ยวมาร่วมงานกันอย่างเนืองแน่น ไม่ว่าจะเป็นนายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คณะผู้บริหาร ททท. อาทิ นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ รองผู้ว่าฝ่ายสินค้าและบริการ ททท. นายชำนาญ ศรีสวัสดิ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) พร้อมด้วยคณะบริหาร สททท อย่าง ว่าที่ ร.ต.เอนก นุรักษ์ รองประธานสทท. นายสุทธิพงศ์ เผื่อนพิภพ รองประธาน สทท. นายโสพนา  บุญสวยขวัญ กรรมการสทท. นายธเนศ วรศรัณย์ กรรมการ สทท. คุณวรางคณา สุเมธวัน  ประธานชมรมสื่อมวลชนส่งเสริมการท่องเที่ยว (ช.ส.ท.) พร้อมคณะกรรมการ สมาชิก เข้าร่วมงานจำนวนมาก



โดยในช่วงเช้ามีการประกอบพิธีบวงสรวงเจ้าแม่จามเทวี พิธีสักการะพระพุทธชัยวัฒน์ ประทานพร ททท. ,  พิธีสักการะรูปเหมือน จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และ พิธีสงฆ์จำนวน 9 รูป (จากวัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร) เพื่อความเป็นสิริมงคล

ส่วนในช่วงบ่าย) มีการมอบประกาศเกียรติคุณแก่พนักงานที่ปฏิบัติงานครบ 25 ปี 30 ปี และ 35 ปี และมีพิธีทางศาสนาอิสลาม



สำหรับประวัติ ททท. นั้น เริ่มจากการจัดตั้งองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (อ.ส.ท.) ในปี 2503 เป็นช่วงที่ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศเพียง 81,340 คน หลังจากนั้นภารกิจได้ขยายตัวออกไปมากขึ้น เปลี่ยนจากองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (อ.ส.ท.) เป็น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในปี 2522 พร้อมกับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เพิ่มมากขึ้น ในแต่ละปีจนเข้าสู่หลักล้านและหลายสิบล้านคนในปัจจุบัน ขณะที่รายได้จากการท่องเที่ยวถือได้ว่าเป็นอันดับต้นๆของเศรษฐกิจของชาติ เป็นการเพิ่มรายได้ในรูปเงินตราต่างประเทศจนบรรจุอยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 4 ที่ให้ความสำคัญกับการกำหนดเป้าหมายการเพิ่มจำนวนและรายได้ในแผนงาน ททท. นับแต่ปี 2520



ปี พ.ศ. 2501 เมื่อจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ไปพักรักษาตัวอยู่ ณ โรงพยาบาลวอลเตอร์รีด สหรัฐอเมริกา ได้ศึกษากิจการท่องเที่ยวด้วยความสนใจ และได้ดำริที่จะส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในประเทศอย่างจริงจัง ในปีต่อมาเมื่อจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีประกาศพระราชกฤษฎีกาจัดแบ่งส่วนราชการ กรมประชาสัมพันธ์ พ.ศ. 2502 โดยตัด " สำนักงานท่องเที่ยว " ออก แล้วจัดตั้งขึ้นเป็นองค์การอิสระ เรียกว่า " องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย " มีชื่อย่อว่า " อ.ส.ท. " โดยพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยว พ.ศ. 2502

\

องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแต่เดิมนั้นมีหน้าที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวเป็นส่วนใหญ่ ต่อมาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้ขยายตัวอย่างกว้างขวางรวดเร็ว จำเป็นต้องปรับปรุงอำนาจหน้าที่ของ อ.ส.ท. ให้มีขอบเขตการปฏิบัติงานกว้างขวางยิ่งขึ้น ทั้งในด้านการพัฒนา อนุรักษ์ทรัพยากรทางการท่องเที่ยว และการส่งเสริมเผยแพร่ จึงได้มีการนำเสนอร่าง " พระราชบัญญัติ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และ ร่างพระราชบัญญัติจัดระเบียบธุรกิจเกี่ยวกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว " เพื่อให้ หน่วยงานการท่องเที่ยวของรัฐ มีอำนาจหน้าที่และรับผิดชอบในการพัฒนาส่งเสริมเผยแพร่ และ ดำเนินกิจการ เพื่อเป็นการริเริ่มให้มีการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ตลอดจนคุ้มครองให้ความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยวด้วย สภานิติบัญญัติแห่งชาติซึ่งทำหน้าที่รัฐสภาในการประชุมครั้งที่ 41 วันศุกร์ที่ 20 เมษายน 2522 ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติทั้ง 2 ฉบับ แล้วปรากฏว่า ร่างพระราชบัญญัติจัดระเบียบธุรกิจ เกี่ยวกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไม่ผ่านการพิจารณา ส่วนพระราชบัญญัติการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้ผ่านการพิจารณาประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับพิเศษ เล่มที่ 96 ตอนที่ 72 วันที่ 4 พฤษภาคม 2522 จัดตั้ง " การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย " ขึ้น มีชื่อย่อว่า " ททท. "




พลังสำคัญที่ทำให้ ททท. พัฒนาการท่องเที่ยวได้สำเร็จดั่งที่ตั้งไว้ คือบุคลากรที่มีความมุ่งมั่นรักษาค่านิยมองค์กร หรือ TAT SPIRITS ด้วยความมีจิตมุ่งบริการ เป็นมืออาชีพ มีจริยธรรมและความซื่อสัตย์ ปฏิบัติงานอย่างสร้างสรรค์ มีความสัมพันธ์ฉันพี่น้อง ทำงานเป็นทีมและเครือข่าย มุ่งเน้นการคิดเชิงกลยุทธ์ ให้การทำงานบรรลุเป้าหมาย เพื่อสร้างความภาคภูมิใจในองค์กรร่วมกัน ทั้งยังผลักดันการส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบ (Responsible Tourism) อย่างเป็นรูปธรรม โดยต่อยอดเรื่องการเพิ่มคุณค่าของผลิตภัณฑ์ผ่านการใช้นวัตกรรม และกระบวนการผลิตที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

 

 

 

พิธีพุทธาภิเษกเหรียญที่ระลึกในโอกาส การสถาปนาการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ครบ 61 ปี

พิธีพุทธาภิเษกเหรียญที่ระลึกในโอกาส

การสถาปนาการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

ครบ 61 ปี




นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธีพุทธาภิเษกเหรียญที่ระลึกในโอกาสการสถาปนาการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ครบ 61 ปี และการเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนประจำปี 2564  โดยมี สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมทั้งเกจิอาจารย์ รูป พร้อมด้วยนายสิรภพ ดวงสอดศรี ที่ปรึกษารัฐมนตรีฯ นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คณะผู้บริหาร ททท. อาทิ นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ รองผู้ว่าฝ่ายสินค้าและบริการ ททท. เข้าร่วมในพิธี ณ พระอุโบสถวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร เขตสัมพันธ์วงศ์ กรุงเทพมหานครันนี้ เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2564 เวลา 14.09 น.





เหรียญที่ระลึกในโอกาสการสถาปนาการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ครบ 61 ปี และการเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนประจำปี 2564  จัดทำด้วยเนื้อทองแดงรมมันปู หน้ากากทองกะไหล่ ด้านหน้า เป็นรูปพระพุทธมหานวนาคปฏิมากร ด้านหลัง เป็นรูปภาพวาดปีนักษัตร (ปีฉลู : วัว) ลงอักขระ โดยสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (สมเด็จธงชัย) วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร ซึ่งถือเป็นสิริมงคลแก่ผู้ที่ได้รับเป็นอย่างมาก

  

วันพฤหัสบดีที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2564

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอเชิญสักการะเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว จากหาดใหญ่ ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งพลับพลาไชย กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 13 – 16 มีนาคม 2564

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอเชิญสักการะเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว จากหาดใหญ่ ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งพลับพลาไชย กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 13 – 16 มีนาคม 2564 

     มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมกับมูลนิธิมิตรภาพสามัคคี (ท่งเซียเซี่ยงตึ๊ง) หาดใหญ่ ขอเชิญศิษยานุศิษย์ และสาธุชนที่เลื่อมใสร่วมสักการะเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว จากหาดใหญ่  องค์แป๊ะกง และองค์หล่าจา ใน ณ บริเวณลานสำนักงาน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย  กรุงเทพฯ  ระหว่างวันที่ 13 – 16 มีนาคม 2564   

       โดยวันเสาร์ที่ 13 มีนาคม 2564 เวลา 17.00 น. คณะเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวเดินทางถึงกรุงเทพฯ  ผ่านบริเวณวงเวียนโอเดียน  ไปตามถนนเยาวราช – เจริญกรุง   โดยขบวนจะแห่ถึงมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  เวลาประมาณ 18.00 น. และในวันที่ 14-15 มีนาคม 64 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งเปิดให้ผู้มีจิตศรัทธาเข้าสักการะตั้งแต่เวลา 06.30 – 22.00 น.

     สำหรับวันอังคารที่  16 มีนาคม 2564  เวลา 18.30 น. จะมีพิธีส่งเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวกลับหาดใหญ่

        เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ชาวจีนและไทยในจังหวัดปัตตานีอย่างดี   เมื่อถึงวันขึ้น 15  ค่ำ เดือนอ้าย หรือวันเพ็ญเดือน 3 ตามจันทรคติของไทย จะมีงานฉลองสมโภชเจ้าแม่ ซึ่งจัดเป็นงานฉลองใหญ่ทุกปี ท่านที่เดินทางไปจังหวัดปัตตานีสามารถไปสักการะได้ที่  ศาลเล่งจูเกียง  ถนนอาเนาะรู  อำเภอเมือง ซึ่งมีรูปจำลองของเจ้าแม่ประดิษฐานอยู่ ที่สุสานของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวนั้น   มีชาวปัตตานีได้มากราบไหว้  และ บนบานศาลกล่าว   ปรากฏว่าต่างก็สมหวังไปตาม ๆ กัน   ผู้คนจึงร่ำลือโจษจันไปทั่วปรากฏว่ามีผู้คนหลั่งไหลมาจากทุกสารทิศ 

       ในทุกปี  ตั้งแต่วันชิวอิก ถึง ชิวสี่ของเดือนที่ 2 ตามปฏิทินจีน หรือ 1 เดือนหลังจากวันตรุษจีน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมกับ  มูลนิธิมิตรภาพสามัคคี (ท่งเซียเซี่ยงตึ๊ง) หาดใหญ่ กำหนดอัญเชิญองค์จำลองเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว จากหาดใหญ่มาประดิษฐานที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ให้ประชาชนที่เลื่อมใสในกรุงเทพมหานคร และ สถานที่ใกล้เคียง ที่ไม่สะดวกเดินทางไปถึงปัตตานี หรือสงขลา ได้มีโอกาสสักการบูชาทุกปี  ในการเซ่นไหว้สักการะเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว นอกจากเครื่องกระดาษ ธูปเทียน นัยว่าท่านโปรดผ้าแพรสีแดง และ สร้อยมุก สร้อยมุกนั้นที่ปฏิบัติกันอยู่ก็คือ เมื่อนำสักการะและอธิษฐานต่อองค์เจ้าแม่แล้ว นำไปคล้องที่ศอเจ้าแม่ทั้ง 2 เส้น และนำคืนมา 1 เส้นนำกลับไปบูชาที่บ้าน เพื่อความเป็นสิริมงคล ซึ่งทางมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้เตรียมของไหว้ต่าง ๆ ประกอบด้วย  - สร้อยมุก 2 เส้น  - พวงมาลัย  - ขนมมงคล  - ชุดกระดาษพร้อมธูปเทียน  ไว้บริการภายในงาน เพื่อความสะดวกของประชาชนที่มาสักการบูชา ทั้งนี้ ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418 หรือ  www.facebook.com/atpohtecktung

          ** สำหรับมาตรการสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดให้มีมาตรการคุมเข้มทั้งในด้านการตั้งจุดคัดกรองเพื่อตรวจวัดอุณหภูมิโดยเจ้าหน้าที่ที่มีองค์ความรู้ด้านการช่วยเหลือฉุกเฉิน การจัดตั้งจุดบริการเจลแอลกอฮอล์ตามจุดต่าง ๆ การจัดทำสัญลักษณ์การเว้นระยะห่าง (Social Distancing) รวมถึงการขอความร่วมมือประชาชนผู้มีจิตศรัทธาสวมหน้ากากอนามัย / หน้ากากผ้า สแกน QR Code แพลตฟอร์ม “ไทยชนะ ทุกครั้งก่อนเข้าศาลเจ้าไต้ฮงกง และฝั่งสำนักงาน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นอกจากนี้ยังจัดให้การฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด-19) ซึ่งมูลนิธิฯ ได้ริเริ่มดำเนินการอย่างเคร่งครัดเรื่อยมา เพื่อเป็นการป้องกันและลดความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ให้กับประชาชน และผู้มีจิตศรัทธาที่เดินทางร่วมทำบุญสาธารณกุศลกับมูลนิธิฯ **

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง110ปีความดีที่ยั่งยืน

ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต 

แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง 1418

ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน


มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ลดความเหลื่อมล้ำ ขยายโอกาส สร้างอาชีพ สร้างชีวิตอย่างเท่าเทียมแก่ชาวพิษณุโลก

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ลดความเหลื่อมล้ำ ขยายโอกาส สร้างอาชีพ สร้างชีวิตอย่างเท่าเทียมแก่ชาวพิษณุโลก  ลงพื้นที่มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพแก่ผู้ยากไร้ ...