วันพุธที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2564

คณะกรรมาธิการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎรและตำรวจ สภ.บางพลีบุกจับแรงงานต่างชาติชาวอินเดีย พบตั๋วคุ้มครองหลายหน่วยงาน

คณะกรรมาธิการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎรและตำรวจ สภ.บางพลีบุกจับแรงงานต่างชาติชาวอินเดีย  พบตั๋วคุ้มครองหลายหน่วยงาน



     จากกรณีมีประชาชนร้องเรียนหลายช่องทางไปที่กรรมาธิการแรงงาน สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ว่ามีแรงงานต่างชาติเข้ามาทำงานที่จังหวัดสมุทรปราการ และมีตั๋วเอกสิทธิ์คุ้มครองของหลายหน่วยงานเพื่อใช้แสดงป้องกันการถูกจับกุม 



      นายสุวรรณ บัวโรย เลขานุการคณะกรรมาธิการแรงงาน สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยสื่อมวลชน จึงได้ลงพื้นที่ในซอยพรสว่าง ซึ่งเป็นเป้าหมายหนึ่งที่ได้รับแจ้ง เพื่อตรวจสอบ เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 27 มกราคม 2564 ปรากฎว่าได้พบแรงงานต่างชาติจริงที่บ้านเช่า เลขที่ 121/38 หมู่ 3 ภายในซอยพรสว่าง ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ  โดยแรงงานต่างชาติได้มารวมตัวกันหลังจากที่ได้ขับมอเตอร์ไซด์พ่วงขายไอศครีมยี่ห้อดังยี่ห้อหนึ่ง จึงได้แจ้งไปยัง สภ.บางพลี สมุทรปราการ และได้ประสานงานกับ พ.ต.ต.ชนสิทธิ์ เด็ดดวง สวป.สภ.บางพลี เพื่อมาทำการจับกุม และเข้าตรวจค้นที่บ้านเช่าหลังดังกล่่าว โดยมี พ.ต.ท.อธิเทศร์ ไชยศรัญวิชญ์ รอง ผกก.ป.สภ.บางพลี ลงพื้นที่ด้วยตนเอง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ร่วมกันทำการเข้าตรวจค้น จากการตรวจสอบได้พบแรงงานชาวต่างชาติ สัญชาติอินเดีย จำนวน 5 คน นั่งเคลียเรื่องเงินที่ได้จากการขายไอศครีมโดยไม่มีการสวมกน้ากากอนามัย สักพักก็มีแรงงานต่างชาติขับรถมอเตอร์ไซด์ดลีบมาเพิ่มอีก 2 คน รวมเป็น 7 คน  ได้จากการสอบถามพบว่าทั้งหมดไม่มีหนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) ติดตัว และอ้างว่าพาสปอร์ตอยู่ที่บ้าน โดยทั้งหมดได้เข้ามาขับมอเตอร์ไซด์พ่วงขายไอศครีมยี่ห้อดังยี่ห้อหนึ่ง ชึ่งการเร่ขายสินค้าสินค้าเป็นอาชีพสงวนสำหรับคนไทยเท่านั้น คนต่างด้าวห้ามทำเด็ดขาด  และที่ขับมอเตอร์ไซด์ไปเร่ขายไอศครีมทั้งวัน อาจเป็นการแพร่ระบาดของโรคไวรีสโควิด-19 และจากการตรวจค้นพบแรงงานต่างชาติครั้งนี้ ยังพบว่าทุกคนมีตั๋วอภิสิทธิ์คุ้มครองหลากหลายสีของหลายหน่วยงานต่างๆ โดยบอกว่าเป็นตั๋วซึ่งมีเจ้าหน้าที่บางหน่วยงานให้ไว้ เพื่อนำออกมาแสดงไม่ให้ถูกจับกุม เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจยึดเอาไว้ตรวจสอบ จากนั้นก็คุมตัแรงงานต่างชาติวทั้งหมดมาทำการสอบสวนที่ สภ บางพลี ก่อนควบคุมตัวทั้งหมดมาทำการสอบสวนและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป และหลักจากที่จ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนแล้ว แจ้งว่า "ตั้งข้อหาได้เพียงไม่พกพาสปอร์ตเท่านั้น" เพราะไม่ได้ทำการจับกุมซึ่งหน้าขณะขายไอศครีม



         นายสุวรรณ บัวโรย เลขานุการคณะกรรมาธิการแรงงาน สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ได้รับการร้องเรียนจากประชาชน ว่าในจังหวัดสมุทรปราการมีแรงงานต่างชาติ สัญชาติอินเดีย ประมาณ 800 คน ซึ่งบางคนเข้าข่ายทำงานผิดประเภทคือมาในลักษณ์พาสปอร์ตท่องเที่ยวแต่มาทำงานคือไม่มีเวิร์คเพอร์มิท และพาสปอร์ตหลายๆ คนก็ขาดอายุด้วย ซึ่งเราได้ทราบข้อมูลแล้ว และแรงงานประมาณ 800 คนชาวอินเดีย ที่อยู่ในหวัดสมุทรปราการ และยังได้ทราบข้อมูลอีกว่าว่ามันมีการแจกเป็นตั๋วหรือเป็นคูปองมีอยู่ประมาณ 10 – 20 หน่วยงาน ซึ่งข้อมูลที่ได้มาเขาบอกว่าหน่วยงานต่างๆ มีทั้งหน่วยงานราชการบางหน่วยงาน จึงเข้ามาประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางพลี ร่วมกันตรวจสอบก็พบแรงงานต่างชาติดังกล่าวซึ่งเป็นชาวอินเดียซึ่งมาประกอบอาชีพขายไอศครีม ยี่ห้อดังยี่ห้อหนึ่งในเขตจังหวัดสมุทรปราการ โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอบางพลี  บางคนอยู่เมืองไทยนานแล้วพาสปอร์ตขาดก็ไม่ได้มีเวิร์คเพอร์มิทในการทำงาน 



       ส่วนในเรื่องตั๋วที่พบ ได้พบว่าเป็นตั๋วของหน่วยงานภาครัฐหลายหน่วยงานหลากสี ซึ่งอันนี้เราก็ไม่รู้ว่าหน่วยงานไหนบ้าง ซึ่งหลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาตรวจสอบและจับกุมแรงงานทั้ง 7 คนเราก็พบตั๋วแบบนี้ทุกคน และจากการสอบถามแรงงานทั้งหมดได้บอกว่านายจ้างเอามาให้พกไว้เวลาเจ้าหน้าที่มาตรวจก็ให้แสดงตั๋วอันนี้ให้ดู เจ้าหน้าที่ก็จะไม่จับ ซึ่งในเรื่องนี้ก็ได้ให้พนักสอบสวน ทำการสอบปากคำผู้ต้องหาทั้งหมดเพื่อขยายผลไปที่นายจ้าง ในส่วนของกรรมาธิการ สำนักเลขาธิการสภาผูุ้แทนราษฎร ก็จะมีประชาชนส่งข้อมูลมาให้หลายช่องทาง ทั้งทางไปรษณีย์และทางอีเลคทรอนิคส์บ้าง ทางไลน์ทางเฟสบุ๊ก เพราะเขาทราบว่าเราอยู่ในส่วนของกรรมาธิการแรงงาน สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ก็เลยส่งข้อมูลอันนี้มาให้ ซึ่งหลังจากที่เราทราบข้อมูลแล้วเราก็ลงมาดูว่ามีจริงหรือไม่ จึงประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางพลี และสื่อมวลชนมาร่วมตรวจสอบ และมาแล้วก็พบว่าเป็นเรื่องจริง หลังจากที่ได้ข้อมูลแล้วก็จะนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่กรรมาธิการแรงงาน สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร รายงานให้ท่านประธานกรรมาธิการแรงงาน สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้รับทราบเกี่ยวกับเรื่องนี้ต่อไป

พิธีสวดพระอภิธรรมศพ พล.ต.อ.พิชิต ควรเดชะคุปต์ ณ ศาลาทักษิณาประดิษฐ์ วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร บางเขน

พิธีสวดพระอภิธรรมศพ พล.ต.อ.พิชิต ควรเดชะคุปต์ ณ ศาลาทักษิณาประดิษฐ์ วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร บางเขน


       “ครอบครัวควรเดชะคุปต์” และ พล.ต.อ.สุรชัย ควรเดชะคุปต์ ที่ปรึกษาพิเศษ ตร . จัดพิธีสวดพระอภิธรรมศพ พล.ต.อ.พิชิต ควรเดชะคุปต์ (ม.ป.ช.,ม.ว.ม.,ต.จ.ว.) อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ, อดีตสมาชิกวุฒิสภา, ที่ปรึกษาประธานวุฒิสภา โดยได้รับเกียรติจาก พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. ให้เกียรติเดินทางเป็นประธานพิธี



โดยในวันนี้ ีสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นเจ้าภาพฯ โดยมี พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร., พล.ต.อ.มนู เมฆหมอก รอง ผบ.ตร., พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร., พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา อดีต ผบ.ตร., พล.ต.อ. ปัญญา มาเม่น อดีตรอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.พิสิฏฐ์ พิสุทธิศักดิ์ อดีตผู้ช่วย ผบ. ตร., นายยุทธนา หยิมการุณ อธิบดีกรมธนารักษ์, นายอนันต์ นิลมานนท์ นายกสมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย(สภท.56ปี), นายธีระยุทธ ผู้พัฒน์ สื่อมวลชนอาวุโส, ข้าราชการทหาร-ตำรวจ นักธุรกิจและแขกผู้มีเกียรติร่วมพิธี ณ ศาลาทักษิณาประดิษฐ์ วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร บางเขน กรุงเทพฯ เมื่อวันจันทร์ที่ 25 มกราคม 2564 เวลา 18.00 น. 



สมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย(สภท.56 ปี)

หนังสือพิมพ์ประชาไทออนไลน์

ธวัชชัยเฟื่องอนันต์รายงาน

T.Newsman007Online



















มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ผนึกกำลัง ลงนามบันทึกความเข้าใจ [MOU] ว่าด้วยความร่วมมือในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อยกระดับการบูรณาการการช่วยเหลือผู้ประสบภัยระดับประเทศ

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย  ผนึกกำลัง ลงนามบันทึกความเข้าใจ [MOU] ว่าด้วยความร่วมมือในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อยกระดับการบูรณาการการช่วยเหลือผู้ประสบภัยระดับประเทศ 




         มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการฯ ร่วมกับ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดย นายบุญธรรม เลิศสุขีเกษม อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย  ลงนามบันทึกความเข้าใจ [MOU]  ว่าด้วยความร่วมมือในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ผนึกกำลังทั้งทางด้านวิชาการ และการปฏิบัติการ อันเป็นการบูรณาการการจัดการเพื่อเสริมสร้างศักยภาพ ขีดความสามารถของเจ้าหน้าที่และ/หรืออาสาสมัครมูลนิธิฯ และเตรียมความพร้อมรับมือสาธารณภัยให้สามารถบริหารจัดการและปฏิบัติตอบโต้เหตุฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีคณะผู้กรรมการและผู้บริหารของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ร่วมในพิธี ณ ห้องประชุมชั้น 2 อาคาร 2 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ เมื่อวันพุธที่ 27 มกราคม 2564 




           นายบุญธรรม เลิศสุขีเกษม อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย  เปิดเผยว่า กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางของรัฐในการบูรณาการบริหารจัดการสาธารณภัยของประเทศ ได้มุ่งส่งเสริมการฝึกการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยให้ครอบคลุมทุกประเภทภัย ทุกระดับ และทุกรูปแบบ เพื่อให้ทุกหน่วยงานเข้าใจบทบาทภารกิจ ภายใต้แผนและกฎหมายด้านการจัดการสาธารณภัย รวมถึงเสริมสร้างทักษะและความเชี่ยวชาญของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้สามารถประสานปฏิบัติและบูรณาการจัดการในภาวะฉุกเฉินได้อย่างมีเอกภาพและประสิทธิภาพตามมาตรฐานสากล ซึ่งเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในศักยภาพด้านการจัดการสาธารณภัยและการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยของภาครัฐ และนำไปสู่การสร้างประเทศไทยให้เป็นเมืองปลอดภัยอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ เพื่อการเสริมสร้างศักยภาพ ขีดความสามารถของเจ้าหน้าที่และ/หรืออาสาสมัครมูลนิธิฯ และเตรียมความพร้อมรับมือสาธารณภัยให้สามารถบริหารจัดการและปฏิบัติตอบโต้เหตุฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจึงได้จัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยขึ้น





          ด้านนายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เปิดเผยว่า การลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือกันในครั้งนี้ ต้องขอขอบคุณท่านอธิบดี และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ที่ให้โอกาสและให้เกียรติมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ซึ่งเป็นองค์กรเอกชน ได้เป็นอีกหนึ่งพลัง ร่วมกับส่วนราชการในงานด้านบรรเทาสาธารณภัย ช่วยชีวิตและรักษาชีวิตประชาชนที่ประสบภัย ความร่วมมือนี้จะเป็นการเพิ่มความสามารถในการจัดการกับภัยต่างๆ ของชาติได้อย่างรวดเร็ว เป็นระบบและมีประสิทธิภาพ 



           ที่ผ่านมา  มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ได้มีการประสานความร่วมมือกันทั้งด้านการปฏิบัติการและการพัฒนาด้านศักยภาพเป็นอย่างดีเรื่อยมา ด้วยสาธารณภัยในปัจจุบันมีความรุนแรงและสร้างความเสียหายมากขึ้น   การลงนามบันทึกความเข้าใจ [MOU] ว่าด้วยความร่วมมือในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในครั้งนี้ เป็นการตอกย้ำความร่วมมือ และเพิ่มขีดความสามารถ และเชื่อมโยงเครือข่ายอย่างเป็นระบบ  เพื่อให้ภารกิจด้านการจัดการสาธารณภัยมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อประโยชน์ต่อสังคมโดยส่วนรวม

ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต 

แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง 1418

ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน










วันอังคารที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2564

สทท.แถลงผลการศึกษาดัชนีความเชื่อมั่นฯ ทรงตัวเร่งสร้าง Tourism Labor Bank รักษาการจ้างงานและพัฒนาคนท่องเที่ยวรับโอกาสหลังวิกฤต

สทท.แถลงผลการศึกษาดัชนีความเชื่อมั่นฯ ทรงตัวเร่งสร้าง Tourism Labor Bank รักษาการจ้างงานและพัฒนาคนท่องเที่ยวรับโอกาสหลังวิกฤต

       การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย (มทร.) แถลงผลการศึกษาดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยไตรมาสประจำไตรมาส 4/2563 ซึ่งผลการสำรวจพบว่าผู้ประกอบส่วนใหญ่ให้คะแนนใกล้เคียงกับไตรมาสที่แล้ว โดยมีดัชนีเท่ากับ 62 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสที่แล้วที่ 60 เนื่องจากผู้ประกอบการได้รับอานิสงค์จากโครงการสนับสนุนการท่องเที่ยวของภาครัฐ เช่น โครงการกำลังใจ โครงการเราเที่ยวด้วยกัน และโครงการคนละครึ่ง ที่ช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยว การซื้อสินค้าของฝากและร้านอาหารได้พอสมควร อย่างไรก็ตามดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ไตรมาสที่ 1/2564 เท่ากับ 53 ซึ่งถือว่าต่ำมากผิดปกติ โดยเกิดจากความกังวลของผู้ประกอบการจากการระบาดของ Covid-19 ระลอกใหม่ 

        นายชำนาญ ศรีสวัสดิ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) กล่าวว่า Covid-19 ทำให้แรงงานภาคการท่องเที่ยวจำนวนกว่า 4 ล้านคน ได้รับผลกระทบทั้งจากการถูกพักงานชั่วคราวและถูกลดเงินเดือน ซึ่งการแพร่ระบาดของ Covid-19 ระลอกใหม่นั้นอาจจะทำให้คนท่องเที่ยวตกงานมากกว่า 2 ล้านคน เนื่องจากผู้ประกอบการท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไม่มีทุนพอที่จะรักษาการจ้างงานได้อีกต่อไป ซึ่งถือว่าเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจาก สทท. คาดการณ์ว่า เมื่อมีการฉีดวัคซีนป้องกัน Covid-19 อย่างแพร่หลายแล้ว การท่องเที่ยวจะสามารถกลับมาได้อย่างรวดเร็ว แต่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวอาจจะปิดกิจการไปแล้วเป็นจำนวนมาก ทำให้เสียโอกาสในการที่จะให้ภาคการท่องเที่ยวเป็นกลไกในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ


      สทท. จึงเล็งเห็นว่าจำเป็นที่จะต้องเร่งสร้าง Tourism Labor Bank หรือ ธนาคารแรงงานภาคท่องเที่ยว เพื่อให้ผู้ที่ถูกเลิกจ้างหรือผู้ถูกพักงานสามารถสมัครเข้ามาเพื่อหาโอกาสในการทำงาน และผู้ประกอบการสามารถเข้ามาเลือกจ้างผู้ที่มีทักษะตรงกับความต้องการ โดยแรงงานที่ยังเหลืออยู่จะได้รับการแนะนำเพื่อนำไปพัฒนาทักษะ Up-skill / Reskill และเพิ่มขีดความสามารถในด้านต่างๆ


ซึ่ง สทท. ได้เริ่มมีการประสานงานกับหน่วยงานต่างๆของรัฐ ให้เข้ามาสนับสนุนงบประมาณสำหรับ Tourism Labor Bank เช่น การ Co-Pay สำหรับการจ้างงานของภาคเอกชน การให้ภาครัฐจ้างแรงงานที่มีประสบการณ์และทักษะไปช่วยพัฒนาการท่องเที่ยวในท้องถิ่น เช่น การนำเชฟจากโรงแรม 5 ดาว ไปช่วยสร้างเมนูอาหารให้กับชุมชน  การพัฒนาไกด์ให้เป็น Influencer ไปเล่าเรื่องแหล่งท่องเที่ยว การนำคนจากบริษัทเที่ยวไปสร้างเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ๆ รวมถึงการ Workshop คน 3 วัย ให้สามารถสร้างสินค้าและเนื้อหา ที่น่าสนใจและไปเผยแพร่ใน Social Media และ Platform ในภาษาต่างๆ  เพื่อให้ประเทศไทยเป็นที่แรกที่คนจากทั่วโลกจะนึกถึงและต้องการกลับมาเยือนเมื่อวิกฤต Covid-19 ผ่านพ้นไป

        นางมาริสา สุโกศล หนุนภักดี รองประธาน สทท. เน้นว่าเราจำเป็นที่จะต้องช่วยเหลือเยียวยาผู้ประกอบการท่องเที่ยวเพื่อรักษาขีดความสามารถในการดำเนินกิจการไว้ เพราะยังมีบุคลากรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอยู่มากกว่า 3 ล้านคน และเมื่อผ่านพ้นวิกฤตไปแล้ว การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่จะเข้ามา ซึ่งทั้งผู้ประกอบการและพนักงานจะต้องปรับตัวและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของตนเองให้ได้เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการสร้างและกระจายรายได้ให้กับประเทศ โดยคาดการณ์ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นจนถึงสภาวะปกติในอีกสองปีข้างหน้า ดังนั้น สทท. จึงขอเรียกร้องให้ภาครัฐช่วยประคองผู้ประกอบการให้ผ่านวิกฤตไปให้ได้ด้วยมาตรการเยียวยาต่างๆ ทั้งการช่วยลดค่าใช้จ่าย​ เพิ่มสภาพคล่อง​ และเสริมรายได้ เช่น มาตรการพักชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นระยะเวลา 2 ปี​ มาตรฐานเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ที่ผู้ประกอบการเข้าถึงได้ และ​ มาตรการ Co-pay หรือการที่ภาครัฐช่วยจ่ายค่าจ้างสำหรับผู้ประกอบการในระบบประกันสังคมที่ยังคงจ้างงานอยู่เป็นเวลา 1 ปี เป็นต้น

      นายสุทธิพงศ์ เผื่อนพิภพ รองประธาน สทท. กล่าวเสริมว่าหลังจากที่ประเทศไทยเราสามารถควบคุมการแพร่ระบาดระลอกใหม่ได้แล้ว มาตรการแรกที่ต้องทำคือการกระตุ้นไทยเที่ยวไทย ​เช่น​ โครงการเราเที่ยวด้วยกันที่ครอบคลุมสินค้าการท่องเที่ยวทุกรูปแบบ การกระตุ้นการเดินทางและจัดประชุมสัมมนาของภาครัฐ องค์กรเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และสภาบันการศึกษา การส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบพรีเมียมเชิงสร้างสรรค์​ รวมถึงการจัดให้มีคณะทำงานร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชนในการขับเคลื่อนไทยเที่ยวไทยอย่างจริงจัง โดยแผนงานต่างๆนั้นต้องเริ่มทำตั้งแต่ช่วงนี้เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ผู้ประกอบการเกิดความพร้อม เกิดสินค้าทางการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ยกระดับมาตรฐานและมีศักยภาพพอที่จะรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในระยะต่อไป 


มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ลดความเหลื่อมล้ำ ขยายโอกาส สร้างอาชีพ สร้างชีวิตอย่างเท่าเทียมแก่ชาวพิษณุโลก

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ลดความเหลื่อมล้ำ ขยายโอกาส สร้างอาชีพ สร้างชีวิตอย่างเท่าเทียมแก่ชาวพิษณุโลก  ลงพื้นที่มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพแก่ผู้ยากไร้ ...